เปิดชะตากรรมของหญิงฟิลิปปินส์ แต่งได้แต่ห้ามหย่า เพราะไม่มีกฎหมายหย่าร้าง แม้ถูกสามีทำร้ายปางตายก็ต้องทน เพราะตัวเลือกนั้นมีไม่มาก
![กฎหมายหย่าร้างของฟิลิปปินส์ กฎหมายหย่าร้างของฟิลิปปินส์]()
โดยรายงานจากเว็บไซต์ไชน่าเดลี่ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2561 ได้ยกตัวอย่างถึงหญิงคนหนึ่ง ชื่อ คริสตา ดาดอร์ วัย 28 ปี ที่แม้เธอจะถูกสามีทำร้ายจนเกือบตาย แต่ก็ยังไม่สามารถขอหย่าขาดจากเขาได้ ทุกวันนี้ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินในต่างแดนตามลำพังโดยทำงานรับจ้างซักผ้าในประเทศตะวันออกกลาง เพื่อส่งเงินไปดูแลลูกทั้ง 2 คนที่ยังอยู่ในวัยเรียน รวมถึงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการยื่นขอให้ศาลสั่งให้การสมรสเป็นโมฆะด้วย
ดาดอร์ เปิดเผยว่า เธอถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงาน หลังจากที่เธอตั้งครรภ์ขณะอายุ 18 ปี แต่หลังจากอยู่ด้วยกันสามีก็เริ่มเผยพฤติกรรมใช้ความรุนแรง ทุบตีเธออย่างต่อเนื่องแทบทุกคืน จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านเมื่อ 8 ปีก่อน และตัดสินใจยื่นเรื่องขอให้ศาลสั่งให้การสมรสเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งผู้นำหมู่บ้าน ตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการไม่สามารถช่วยเหลือเธอได้เลย และหลังจากที่เธอหนีออกมา ทางสามีก็ไม่เคยให้การช่วยเหลือด้านการเงินใด ๆ แม้แต่น้อย
"ฉันเกือบจะตายจากการถูกสามีทุบตีแล้ว แต่ฉันก็ยังต้องคอยโน้มน้าวศาลให้รับฟัง ว่าเหตุใดฉันถึงต้องการให้การสมรสเป็นโมฆะ มันเป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายอย่างมาก" ดาดอร์ กล่าว
ดาดอร์ไม่ใช่หญิงชาวฟิลิปปินส์เพียงคนเดียวที่ต้องทนอยู่กับปัญหานี้ มีหญิงชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากที่มีชีวิตสมรสล้มเหลว แต่ก็ยังไม่สามารถเป็นอิสระจากสามีได้ เพราะไม่มีกฎหมายการหย่าร้างมาสนับสนุน มีเพียงชาวมุสลิมซึ่งมีจำนวนประชากรเพียง 10% ในประเทศเท่านั้นที่สามารถหย่าร้างได้ ภายใต้กฎหมายครอบครัวของมุสลิม
ทั้งนี้แม้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีการเสนอให้ผ่านกฎหมายหย่าร้างเมื่อเดือนมีนาคม 2561 แต่กลับถูกเห็นค้านจากกลุ่มบิชอป และประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ซึ่งปัจจุบันก็แยกกันอยู่กับภรรยาเช่นกัน โดยผู้นำประเทศแสดงความกังวลถึงสวัสดิภาพของเด็ก ๆ ที่พ่อแม่หย่ากัน ส่วนศาสนจักรมองว่าควรหากฎหมายอื่นมายับยั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แทนการออกกฎหมายหย่าร้าง
ด้าน คลาร่า ริต้า ปาดิลลา ทนายความซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสิทธิสตรี EnGendeRights เปิดเผยว่า ผู้หญิงที่มาขอความช่วยเหลือจากเธอนั้นมักเผชิญกับปัญหาที่เหมือนกัน คือเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว และต้องอดทนต่อกระบวนการทางกฎหมายอันยาวนาน ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะการขอให้การสมรสเป็นโมฆะนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจร่วมกันระหว่างชายและหญิง และทางสามีก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือนัก
สำหรับคู่แต่งงานชาวฟิลิปินส์นั้น การแต่งงานที่สมควรจะเป็นจุดเริ่มต้นการใช้ชีวิตครอบครัวอย่างเป็นสุข กลับต้องแปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายทันทีเมื่อความสัมพันธ์แตกหัก เพราะนอกจากนครรัฐวาติกันแล้ว ฟิลิปปินส์ซึ่งคนในประเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไม่มีกฎหมายหย่าร้าง นั่นทำให้คู่แต่งงานไม่สามารถหย่าขาดจากกันได้ แม้ความสัมพันธ์จะดำเนินไปอย่างเลวร้ายแค่ไหน หรือต่างฝ่ายจะมีใครใหม่แล้วก็ตาม
ตัวเลือกของคู่รักที่ต้องการยุติความสัมพันธ์นั้นมีไม่มากนัก พวกเขาทำได้แค่การแยกกันอยู่ หรือยื่นเรื่องขอให้ศาลสั่งให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะ ซึ่งกระบวนการนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ในการดำเนินการ

ดาดอร์ เปิดเผยว่า เธอถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงาน หลังจากที่เธอตั้งครรภ์ขณะอายุ 18 ปี แต่หลังจากอยู่ด้วยกันสามีก็เริ่มเผยพฤติกรรมใช้ความรุนแรง ทุบตีเธออย่างต่อเนื่องแทบทุกคืน จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านเมื่อ 8 ปีก่อน และตัดสินใจยื่นเรื่องขอให้ศาลสั่งให้การสมรสเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งผู้นำหมู่บ้าน ตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการไม่สามารถช่วยเหลือเธอได้เลย และหลังจากที่เธอหนีออกมา ทางสามีก็ไม่เคยให้การช่วยเหลือด้านการเงินใด ๆ แม้แต่น้อย
"ฉันเกือบจะตายจากการถูกสามีทุบตีแล้ว แต่ฉันก็ยังต้องคอยโน้มน้าวศาลให้รับฟัง ว่าเหตุใดฉันถึงต้องการให้การสมรสเป็นโมฆะ มันเป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายอย่างมาก" ดาดอร์ กล่าว
ทุกวันนี้แม้สามีของดาดอร์จะอยู่กินกับหญิงอื่นแล้ว แต่เขาก็ยังคงมาที่บ้านแม่ของเธอเพื่อมาเยี่ยมลูก ๆ และแน่นอนว่าเขากับเธอยังคงมีสถานะเป็นสามีภรรยากันอยู่ อย่างน้อยก็บนเอกสาร
ทั้งนี้แม้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีการเสนอให้ผ่านกฎหมายหย่าร้างเมื่อเดือนมีนาคม 2561 แต่กลับถูกเห็นค้านจากกลุ่มบิชอป และประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ซึ่งปัจจุบันก็แยกกันอยู่กับภรรยาเช่นกัน โดยผู้นำประเทศแสดงความกังวลถึงสวัสดิภาพของเด็ก ๆ ที่พ่อแม่หย่ากัน ส่วนศาสนจักรมองว่าควรหากฎหมายอื่นมายับยั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แทนการออกกฎหมายหย่าร้าง
ด้าน คลาร่า ริต้า ปาดิลลา ทนายความซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสิทธิสตรี EnGendeRights เปิดเผยว่า ผู้หญิงที่มาขอความช่วยเหลือจากเธอนั้นมักเผชิญกับปัญหาที่เหมือนกัน คือเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว และต้องอดทนต่อกระบวนการทางกฎหมายอันยาวนาน ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะการขอให้การสมรสเป็นโมฆะนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจร่วมกันระหว่างชายและหญิง และทางสามีก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือนัก
อนึ่ง ตัวเลขจากสำนักทนายความแห่งชาติ พบว่าในปี 2560 มีจำนวนคนที่ยื่นขอให้ศาลสั่งให้การสมรสเป็นโมฆะ จำนวนมากกว่า 8 พันเคส ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากจากในปี 2551 ที่มีเพียงกว่า 1 พันเคสเท่านั้น





