เจ้าหน้าที่บุกตรวจ 4 จุด ปมรุกที่ดิน ส.ป.ก.
บิ๊กเต่า พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้ เข้าตรวจสอบสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ ซึ่งมีครูบาชัยวัฒน์เป็นเจ้าสำนัก โดยแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 4 จุด ดังนี้
- จุดที่ 1 ที่ทำการวัดป่าชนะใจ อยู่ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. 13 ไร่ พบการก่อสร้างอาคารถึง 10 หลัง เดิมมีผู้ครอบครองสิทธิ์ทำกิน แต่ภายหลังไม่ได้เข้าไปทำประโยชน์ ทางวัดจึงเข้าถือครองแทน
- จุดที่ 2 หมู่บ้านอาริยะ พบการแผ้วถางป่า ปรับพื้นที่ แบ่งล็อก และนำบ้านน็อคดาวน์มาติดตั้ง พร้อมสาธารณูปโภค โดยมีการเปิดเผยว่ามีการเชิญชวนให้ซื้อบ้านในราคาหลายแสนบาท ซึ่งทางการจะตรวจสอบว่าเข้าข่ายฉ้อโกงหรือไม่ เนื่องจากที่ดินทั้งหมดเป็น ส.ป.ก.4-01 ไม่สามารถจัดสรรหรือใช้ประโยชน์อื่นนอกจากเกษตรกรรม
- จุดที่ 3 พุทธสถานรักษาใจนานาชาติ พบการใช้รถแบ็กโฮและรถสิบล้อขุดหลุมถมดิน ตัดต้นไม้ เตรียมพื้นที่ก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมเพิ่มเติม
- จุดที่ 4 ผาชนะใจ พบร่องรอยการปรับพื้นที่ มีการปลูกต้นไทรขนาดใหญ่ ปักธงประจำวัด และติดป้ายประกาศห้ามบุกรุก ระบุว่าเป็นของวัด
ทั้งนี้ มีข้อกล่าวหาว่า มีการเรี่ยไรและเชิญชวนสร้างบ้านราคาหลายแสนบาท ทั้งที่ที่ดินเป็น ส.ป.ก.4-01 ซึ่งตามกฎหมายใช้เพื่อเกษตรกรรม
ลูกศิษย์แจง ไม่มีการขายบ้าน แต่ยอมรับเอกสารยังไม่ครบ
โอ๊ต ลูกศิษย์ครูบาที่ได้รับมอบหมายให้มาชี้แจง ยืนยันว่าไม่มีการขายบ้านอย่างที่ข่าวระบุ โดยอธิบายว่า ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะลูกศิษย์บางส่วนที่มาปฏิบัติธรรมต้องการมีที่พักเป็นของตัวเอง จึงรวมตัวกันนำบ้านน็อคดาวน์มาตั้งและถวายให้วัด โดยเมื่อไม่ได้ใช้ก็เปิดให้พระ แม่ชี หรือผู้มาปฏิบัติธรรมอื่นใช้ได้ตามปกติ
ส่วนพื้นที่หมู่บ้านอาริยะนั้น โอ๊ต ระบุว่า เป็นที่ดินของชาวบ้านที่ยินยอมสละสิทธิ์ให้มูลนิธิ พร้อมมีเอกสารลงนามเรียบร้อย และทางวัดได้ทำโมเดลโคกหนองนา มีแปลงผัก ฟาร์มเห็ด และสระน้ำจริง แต่ยอมรับว่าในส่วนของเอกสารและกฎหมายต้องให้ทางมูลนิธิและครูบาชี้แจงเอง เนื่องจากตนเข้าไปในฐานะผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น
อดีตแม่ชีร้อง สูญเงิน 5 ล้าน ก่อนถูกไล่ออกจากวัด
พุทธ เล่าว่า ในช่วงแรกได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่เมื่อเริ่มบริจาคเงินก้อนแรกก็ได้รับการดูแลในระดับวีไอพีทันที เธอระบุว่าถูกเชิญชวนให้บริจาคเงินเพื่อสร้างกุฏิถวาย และมีการบอกเรื่องบ้านในหมู่บ้านอาริยะว่ามีราคาบ้านน็อคดาวน์ 1.5 แสนบาท และค่าที่ดินอีก 1.5 แสนบาท โดยยอดเงินรวมที่พุทธบริจาคไปทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 3.9 ล้านบาท รวมกับเงินสดและทองที่นำไปด้วย ทำให้ยอดความเสียหายรวมอยู่ที่ราว 5 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
หลังเงินหมด พุทธ ระบุว่า ถูกกลั่นแกล้ง ถูกกล่าวหาต่าง ๆ รวมถึงถูกพูดถึงกลางไลฟ์ว่าเป็นผู้ป่วยไบโพลาร์ และถูกให้ลูกศิษย์โหวตว่าควรให้อยู่ต่อหรือไม่ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจออกจากวัดในช่วงก่อนปีใหม่ เมื่อครั้งที่พยายามขอเงินคืนหรือนำทนายไปเจรจา ก็ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน
ในประเด็นเอกสารสิทธิ พุทธ ระบุว่า ไม่มีเอกสารโอนสิทธิใด ๆ มีเพียงการโพสต์อนุโมทนาบุญ
ครูบาชัยวัฒน์ โฟนอินโต้ทุกข้อกล่าวหา
ครูบา ยืนยันว่า พื้นที่ที่ทางวัดใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นที่ที่ชาวบ้านสละสิทธิ์ให้มูลนิธิ โดยไม่ได้ยกให้ส่วนบุคคล มีเอกสารระบุว่าเพื่อสาธารณประโยชน์ และมีการยื่นเรื่องขออนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตลอด แต่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ
ในประเด็นการขายบ้าน ครูบายืนยันว่าไม่มีการขาย แต่เป็นการที่ลูกศิษย์มีศรัทธาและประสงค์สร้างที่พักเองเพื่อมาปฏิบัติธรรม โดยมีทั้งผู้อยู่ฟรีและผู้สร้างกุฏิเองด้วยความสมัครใจ ส่วนเงินบริจาคของพุทธนั้น ครูบา ระบุว่า นำไปจัดงานมหาสังฆทาน แจกให้ครอบครัวยากจน 500 ครอบครัว ไม่ใช่สร้างบ้านขาย
หากพบว่าทำผิดกฎหมายในส่วนใด ครูบายืนยันว่าพร้อมรับผิดชอบ และไม่มีแผนสึกออกจากผ้าเหลือง โดยกล่าวว่า "ถ้าผิดก็ติดคุก ไม่มีปัญหาเลย"
มุมมองทางกฎหมาย





