โรงเรียนตรังออกกฎหักคะแนนเด็กมาสาย ทำเกิดดราม่าถกสนั่นในโซเชียล ด้านครูชี้วินัยคือพื้นฐานชีวิต ชี้ครูก็สแกนหน้า 7.50 เหมือนนักเรียน ยันไม่ได้ลงโทษเกินเหตุ ขณะที่ชาวเน็ตถกเดือดเหมาะสมหรือไม่
![โรงเรียนตรังหักคะแนนเด็กมาสาย โรงเรียนตรังหักคะแนนเด็กมาสาย]()
ภาพจาก เฟซบุ๊กนักเรียนเลว
ตามข้อมูลระบุว่า โรงเรียนกำหนดเวลาเคารพธงชาติไว้ที่ 07.50 น. หากนักเรียนมาสาย ทุก ๆ 10 นาที จะถูกหักเพิ่มครั้งละ 5 คะแนน และจะสะสมสูงสุดถึง 60 คะแนน ในช่วงเวลา 09.50 น.
อย่างไรก็ตาม หากนักเรียนเดินทางมาเรียนหลังเวลา 09.50 น. จะถูกหักเพียง 20 คะแนน เนื่องจากถือว่าเป็นการขาดเรียนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ซึ่งทางโรงเรียนกำหนดให้ผู้ปกครองต้องเป็นผู้มาส่งนักเรียนด้วยตัวเอง
หลังข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้คนจำนวนมากเข้าไปแสดงความคิดเห็น ทั้งในมุมที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้
นอกจากนี้ เพจดังกล่าวยังเปรียบเทียบระดับการหักคะแนนจากการมาสาย กับความผิดประเภทอื่น ๆ ตามคู่มือนักเรียนและผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2569 โดยพบว่าบางช่วงเวลาของการมาสาย มีระดับโทษใกล้เคียงกับความผิดทางวินัยอื่น เช่น
- มาสายช่วงเวลา 08.01-08.10 น. ถูกหัก 10 คะแนน เทียบเท่าความผิดอย่างใส่ชุดพละในวันที่ไม่มีเรียนพละ ปล่อยชายเสื้อ หรือโดดแถว
- มาสายช่วง 08.20-08.30 น. ถูกหัก 20 คะแนน เทียบเท่าหนีเรียน แต่งหน้า หรือปลอมลายเซ็นครู
- มาสายช่วง 08.41-08.50 น. ถูกหัก 30 คะแนน เทียบเท่าทำสีผม บากคิ้ว หรือหนีออกนอกโรงเรียน
ขณะเดียวกัน การมาสายจนถูกหักคะแนนสะสมในระดับ 30-50 คะแนน ยังถูกจัดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับพฤติกรรมที่อาจทำให้โรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง เช่น การโพสต์ภาพไม่เหมาะสมลงบนโซเชียลมีเดีย
ส่วนกรณีมาสายช่วง 09.21-09.30 น. จะถูกหัก 50 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับการข่มขู่ บังคับ หรือส่งเสริมให้ผู้อื่นกระทำความผิด ขณะที่การมาสายช่วง 09.41-09.50 น. จะถูกหักสูงถึง 60 คะแนน
![โรงเรียนตรังหักคะแนนเด็กมาสาย โรงเรียนตรังหักคะแนนเด็กมาสาย]()
ภาพจาก : saksorn kumjit / Shutterstock.com
ภายหลังเกิดกระแสวิจารณ์ ครูรายหนึ่งของโรงเรียนดังกล่าวได้ออกมาชี้แจงผ่านช่องคอมเมนต์ โดยระบุว่า การนำเสนอข้อมูลบางส่วนของเพจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า นักเรียนที่มาสายอาจถูกไล่ออก ทั้งที่โรงเรียนไม่ได้มีนโยบายเช่นนั้น
ครูคนดังกล่าวยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การหักคะแนนแบบอัตราก้าวหน้าเป็นมาตรการด้านวินัยที่ทุกคนเห็นตรงกัน และกรณีที่มาสายหลัง 09.50 น. ถูกหักเพียง 20 คะแนน เพราะผู้ปกครองต้องเป็นผู้พานักเรียนมาโรงเรียนด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ครูยังระบุด้วยว่า บุคลากรในโรงเรียนเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎเรื่องเวลาเช่นเดียวกัน โดยครูทุกคนต้องสแกนใบหน้าเข้าโรงเรียนเวลา 07.50 น. และนโยบายของผู้บริหารยังกำหนดให้ครูควรมาถึงก่อนเวลา 07.30 น. อีกด้วย หากมาสายบ่อยก็อาจส่งผลต่อขั้นเงินเดือน
พร้อมกันนี้ ยังย้ำว่า วินัยถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กร หน่วยงาน หรือสังคมใด หากขาดวินัย สังคมก็ยากจะพัฒนาได้
ขณะที่ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งมองว่าการฝึกให้นักเรียนตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นพื้นฐานในการเติบโตไปสู่การทำงานในอนาคต บางส่วนเสนอว่า หากจะปรับปรุงจริง ควรไปแก้ไขกิจกรรมหน้าเสาธงที่ใช้เวลานานมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกหลายเสียงที่มองว่า การใช้มาตรการลงโทษด้วยคะแนนในระดับสูง อาจทำให้นักเรียนรู้สึกกดดัน และควรมีแนวทางสร้างแรงจูงใจเชิงบวกมากกว่าการลงโทษเพียงอย่างเดียว
![โรงเรียนตรังหักคะแนนเด็กมาสาย โรงเรียนตรังหักคะแนนเด็กมาสาย]()
ภาพจาก เฟซบุ๊กนักเรียนเลว
![โรงเรียนตรังหักคะแนนเด็กมาสาย โรงเรียนตรังหักคะแนนเด็กมาสาย]()
ภาพจาก เฟซบุ๊กนักเรียนเลว
กรณีกฎหักคะแนนนักเรียนมาสายของโรงเรียนตรัง กลายเป็นอีกประเด็นที่สะท้อนมุมมองแตกต่างของสังคมต่อเรื่อง "วินัย" ในโรงเรียน บางฝ่ายมองว่าเป็นการปลูกฝังความรับผิดชอบ ขณะที่อีกฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของบทลงโทษ และเสนอให้ใช้วิธีสร้างแรงจูงใจควบคู่กันไปมากกว่า
ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊กนักเรียนเลว

ภาพจาก เฟซบุ๊กนักเรียนเลว
กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ สำหรับกรณีเพจ "นักเรียนเลว" นำเสนอภาพกฎระเบียบของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง เกี่ยวกับมาตรการลงโทษนักเรียนที่มาเรียนสาย โดยใช้ระบบหักคะแนนแบบอัตราก้าวหน้า
ตามข้อมูลระบุว่า โรงเรียนกำหนดเวลาเคารพธงชาติไว้ที่ 07.50 น. หากนักเรียนมาสาย ทุก ๆ 10 นาที จะถูกหักเพิ่มครั้งละ 5 คะแนน และจะสะสมสูงสุดถึง 60 คะแนน ในช่วงเวลา 09.50 น.
อย่างไรก็ตาม หากนักเรียนเดินทางมาเรียนหลังเวลา 09.50 น. จะถูกหักเพียง 20 คะแนน เนื่องจากถือว่าเป็นการขาดเรียนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ซึ่งทางโรงเรียนกำหนดให้ผู้ปกครองต้องเป็นผู้มาส่งนักเรียนด้วยตัวเอง
หลังข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้คนจำนวนมากเข้าไปแสดงความคิดเห็น ทั้งในมุมที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้
นอกจากนี้ เพจดังกล่าวยังเปรียบเทียบระดับการหักคะแนนจากการมาสาย กับความผิดประเภทอื่น ๆ ตามคู่มือนักเรียนและผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2569 โดยพบว่าบางช่วงเวลาของการมาสาย มีระดับโทษใกล้เคียงกับความผิดทางวินัยอื่น เช่น
- มาสายช่วงเวลา 08.01-08.10 น. ถูกหัก 10 คะแนน เทียบเท่าความผิดอย่างใส่ชุดพละในวันที่ไม่มีเรียนพละ ปล่อยชายเสื้อ หรือโดดแถว
- มาสายช่วง 08.20-08.30 น. ถูกหัก 20 คะแนน เทียบเท่าหนีเรียน แต่งหน้า หรือปลอมลายเซ็นครู
- มาสายช่วง 08.41-08.50 น. ถูกหัก 30 คะแนน เทียบเท่าทำสีผม บากคิ้ว หรือหนีออกนอกโรงเรียน
ขณะเดียวกัน การมาสายจนถูกหักคะแนนสะสมในระดับ 30-50 คะแนน ยังถูกจัดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับพฤติกรรมที่อาจทำให้โรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง เช่น การโพสต์ภาพไม่เหมาะสมลงบนโซเชียลมีเดีย
ส่วนกรณีมาสายช่วง 09.21-09.30 น. จะถูกหัก 50 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับการข่มขู่ บังคับ หรือส่งเสริมให้ผู้อื่นกระทำความผิด ขณะที่การมาสายช่วง 09.41-09.50 น. จะถูกหักสูงถึง 60 คะแนน
ทั้งนี้ หากนักเรียนมีคะแนนความประพฤติถูกหักสะสมตั้งแต่ 51-100 คะแนน อาจถูกพิจารณาให้เข้ารับการอบรมคุณธรรม เข้าศาสนสถาน หรืออาจมีการพิจารณาเปลี่ยนสถานศึกษา ตามดุลยพินิจของคณะกรรมการกิจการนักเรียน

ภาพจาก : saksorn kumjit / Shutterstock.com
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ครูคนดังกล่าวยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การหักคะแนนแบบอัตราก้าวหน้าเป็นมาตรการด้านวินัยที่ทุกคนเห็นตรงกัน และกรณีที่มาสายหลัง 09.50 น. ถูกหักเพียง 20 คะแนน เพราะผู้ปกครองต้องเป็นผู้พานักเรียนมาโรงเรียนด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ครูยังระบุด้วยว่า บุคลากรในโรงเรียนเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎเรื่องเวลาเช่นเดียวกัน โดยครูทุกคนต้องสแกนใบหน้าเข้าโรงเรียนเวลา 07.50 น. และนโยบายของผู้บริหารยังกำหนดให้ครูควรมาถึงก่อนเวลา 07.30 น. อีกด้วย หากมาสายบ่อยก็อาจส่งผลต่อขั้นเงินเดือน
พร้อมกันนี้ ยังย้ำว่า วินัยถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กร หน่วยงาน หรือสังคมใด หากขาดวินัย สังคมก็ยากจะพัฒนาได้
ขณะที่ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งมองว่าการฝึกให้นักเรียนตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นพื้นฐานในการเติบโตไปสู่การทำงานในอนาคต บางส่วนเสนอว่า หากจะปรับปรุงจริง ควรไปแก้ไขกิจกรรมหน้าเสาธงที่ใช้เวลานานมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกหลายเสียงที่มองว่า การใช้มาตรการลงโทษด้วยคะแนนในระดับสูง อาจทำให้นักเรียนรู้สึกกดดัน และควรมีแนวทางสร้างแรงจูงใจเชิงบวกมากกว่าการลงโทษเพียงอย่างเดียว

ภาพจาก เฟซบุ๊กนักเรียนเลว

ภาพจาก เฟซบุ๊กนักเรียนเลว
ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊กนักเรียนเลว





