
แต่ในปัจจุบันการขยายตัวของประชากรโลกอย่างรวดเร็วเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าไม้ เพื่อบุกเบิกพื้นที่ทำกินและลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามากมาย ทำให้ป่าไม้ลดลงอย่างน่าใจหาย ส่งผลให้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ความสำคัญของวันป่าไม้
การกำหนดให้วันที่ 21 มีนาคมของทุกปีเป็นวันป่าไม้โลก มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นหมุดหมายในการปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนทั่วโลกหันมาใส่ใจและตระหนักถึงวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นย้ำว่าป่าไม้ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มต้นไม้ แต่เป็นรากฐานของชีวิตที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การรณรงค์ในวันนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารให้เห็นถึงโทษของการตัดไม้ทำลายป่า และกระตุ้นให้เกิดความหวงแหนในทรัพยากรที่เหลืออยู่เพื่อยับยั้งการสูญเสียระบบนิเวศที่สำคัญไปมากกว่านี้
นอกจากการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการให้ข้อมูลแล้ว วันป่าไม้โลกยังเป็นวันแห่งการลงมือทำจริงผ่านกิจกรรมรณรงค์และโครงการปลูกป่าทั่วทุกมุมโลก ซึ่งถือเป็นการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม การรวมตัวกันปลูกต้นไม้ในวันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมการอนุรักษ์ให้ฝังรากลึกในใจคนทุกวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะต้องเติบโตขึ้นมาดูแลโลกใบนี้ต่อไปอย่างยั่งยืน
ชนิดของป่าไม้โลก

1. ป่าศูนย์สูตร (Equatorial Rainforest)
เป็นป่าที่มีต้นไม้สูงขึ้นเบียดกันหนาแน่น
แสงแดดไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นดินได้ เป็นป่าไม้ที่มีใบกว้างไม่ผลัดใบ
และจะพบไม้เลื้อย หรือไม้เถา พันหรือเกาะตามกิ่งก้านของต้นไม้เต็มไปหมด
2. ป่าร้อนชื้น (Tropical Rain Forest)
มีลักษณะคล้ายป่าศูนย์สูตร จะปรากฏอยู่ด้านหน้าของภูเขา ซึ่งตั้งรับลมประจำที่พัดจากทะเลเข้าสู่ฝั่ง จึงทำให้สภาพเป็นป่าดงดิบ
ซึ่งมีต้นไม้น้อยกว่าป่าศูนย์สูตร
3. ป่ามรสุม (Monsoon Forest)
เป็นป่าไม้ที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ บริเวณพื้นดินจะมีไม้เล็ก ๆ ขึ้น
แสงแดดสามารถส่องผ่านทะลุไปถึงพื้นดินได้ ซึ่งมักจะเป็นไม้ที่ผลัดใบ
4. ป่าไม้อบอุ่นไม่ผลัดใบ (Temperate Rainforest)
เป็นป่าไม้ในเขตอบอุ่นที่มีใบเขียวตลอดปี มีพรรณไม้น้อยชนิด
แต่ละชนิดจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ขนาดและความสูงของต้นไม้เท่ากับป่าศูนย์สูตร
5. ป่าไม้อบอุ่นผลัดใบ (Temperate Deciduous Forest)
เป็นป่าไม้ที่มีใบเขียวชอุ่มในฤดูร้อน แต่จะผลัดใบในฤดูหนาว ต้นไม้มีลำต้นสูงและมีใบขนาดใหญ่
6. ป่าสน (Needle Leaf Forest)
เป็นป่าที่มีต้นไม้ลักษณะลำต้นตรง กิ่งสั้น ใบเล็กกลมคล้ายเข็มเย็บผ้า
มีต้นไม้ขึ้นเบียดเสียดกันหนาแน่น และมีใบเขียวชอุ่มตลอดปี
บริเวณพื้นดินแทบจะไม่มีต้นไม้เตี้ย ๆ
ซึ่งต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ตระกูลสนทั้งสิ้น
7. ป่าไม้เนื้อแข็งไม่ผลัดใบ (Evergreen Hardwood Forest)
จะมีเป็นต้นไม้เตี้ย
ๆ ลำต้นขนาดเล็ก ใบแข็ง และต้นมีกิ่งตั้งแต่ใกล้พื้นดินจนถึงยอด
ลักษณะคล้ายกับป่าไม้ผสมกับป่าละเมาะ (Scrub Forest)
8. ป่าสะวันนา (Savanna Woodland)
จะเป็นป่าไม้ที่มีไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ บริเวณช่องว่างระหว่างต้นไม้ใหญ่ ๆ
จะมีไม้พุ่มขึ้นอย่างหนาแน่น มีสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง
จึงทำให้ต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่น
9. ป่าหนามและป่าพุ่มเขตร้อน (Thornbush and Tropical Scrubs)
เป็นป่าที่มีต้นไม้ที่ทนต่อความแห้งแล้งและไม้พุ่ม
ซึ่งพืชเหล่านี้สามารถทนต่อสภาพความแห้งแล้งที่ยาวนานและมีฤดูฝนสั้น ๆ ได้ดี
ส่วนป่าหนามนั้นจะเป็นไม้พุ่มที่มีหนาม และจะผลัดใบในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ
10. ป่ากึ่งทะเลทราย (Semi-desert Woodland)
เป็นพืชพรรณที่ทนต่อความแห้งแล้ง ส่วนมากเป็นพวกไม้พุ่ม ตามพื้นดินของป่าชนิดนี้จะมีวัชพืชหรือพืชต้นเล็ก ๆ ขึ้นอยู่น้อยมาก
11. พืชพรรณในทะเลทราย (Desert Vegetation)
มักจะพบพืชที่มีใบเล็ก ๆ พืชที่มีหนาม ซึ่งเป็นพืชที่มีลำต้น
สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ เช่น กระบองเพชร รวมทั้งมีพวกหญ้าแข็ง ๆ
ขึ้นปะปนอยู่เป็นหย่อม ๆ
12. ป่าในเขตอากาศหนาว (Cold Woodland)
เป็นพืชพรรณที่พบได้ในอากาศแถบขั้วโลกหรือเขตอากาศแบบทุนดรา
ต้นไม้ที่ขึ้นมีขนาดเล็กมาก ต้นเตี้ยขึ้นอยู่ห่าง ๆ
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกไม้พุ่มเตี้ย ๆ พื้นดินเบื้องล่างปกคลุมด้วยมอสส์
อย่างไรก็ดี ป่าไม้ของแต่ละพื้นที่ทั่วโลกมีความแตกต่างกันสูง จึงทำให้มีการอนุรักษ์ที่แตกต่างกันไป ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ทั่วโลกยังคงเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่โลกทั้งหมดที่เป็นพื้นดิน และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นเราจะต้องช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้ และสอดส่องดูแลไม่ให้ต้นไม้ถูกตัดโค่นทำลายมากกว่านี้ เพื่อให้มีทรัพยากรป่าไม้อยู่คู่กับโลกตราบชั่วลูกชั่วหลาน
ขอบคุณข้อมูลจาก : thaigoodview.com, un.org
อย่างไรก็ดี ป่าไม้ของแต่ละพื้นที่ทั่วโลกมีความแตกต่างกันสูง จึงทำให้มีการอนุรักษ์ที่แตกต่างกันไป ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ทั่วโลกยังคงเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่โลกทั้งหมดที่เป็นพื้นดิน และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นเราจะต้องช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้ และสอดส่องดูแลไม่ให้ต้นไม้ถูกตัดโค่นทำลายมากกว่านี้ เพื่อให้มีทรัพยากรป่าไม้อยู่คู่กับโลกตราบชั่วลูกชั่วหลาน
ขอบคุณข้อมูลจาก : thaigoodview.com, un.org





