ชายเลือกกินดี แต่ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เสียชีวิต แพทย์เผยปัญหาไม่ได้อยู่ที่อาหาร แต่มาจาก 3 พฤติกรรม ที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตราย และหลายคนชอบทำ

อาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ การบริโภคอาหารที่ดี
หมายถึงสุขภาพร่างกายที่ดีตามมา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงแค่อาหารเท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมบางอย่างที่ควรระวัง
เพราะอาจส่งผลร้ายต่อร่างกายได้อย่างที่คาดไม่ถึง
วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ Soha เผยเคสของชายจีนรายหนึ่งอายุ 62 ปี ภายหลังจากเผชิญชะตากรรมสุดเศร้า ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลาม จนถึงแก่ชีวิต และกรณีของเขาได้สร้างความตกตะลึงให้กับหลายคน เนื่องจากเขาเลือกกินแต่อาหารที่ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง ไม่กินอาหารรสจัด ไม่กินเนื้อแปรรูป และไม่ดื่มแอลกอฮอล์
1. นั่งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหลังกินอาหาร
รายงานเผยว่า ชายรายนี้มีนิสัยชอบนั่งดูทีวีบนเก้าอี้ หลังกินเสร็จ และแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย ซึ่งแพทย์ระบุว่า "การนั่งเป็นเวลานานหลังรับประทานอาหาร จะทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารไม่ดี มีสารพิษสะสมในลำไส้ใหญ่ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง"
ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่นั่งวันละมากกว่า 6 ชั่วโมง มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำถึง 30 เปอร์เซ็นต์
แพทย์แนะนำให้เดินเล่นหลังมื้ออาหารประมาณ 10–15 นาที เพื่อช่วยการย่อยและลดภาระของลำไส้ หรือทำท่าบริหารยืดเส้นยืดสายง่าย ๆ จะช่วยเรื่องการย่อยอาหารและลดภาระของลำไส้
2. กินอาหารเช้าแบบเร่งรีบ
ชายรายดังกล่าวมักจะกินขนมปัง นม หรือแป้งทอด เป็นอาหารเช้าเกือบทุกวัน โดยไม่กินผักหรือผลไม้เลย ซึ่งหลายคนในยุคเร่งรีบปัจจุบันมักจะกินเช่นนี้ ทว่าการกินแบบง่าย ๆ ในลักษณะนี้ กลับกลายเป็นภัยเงียบ
โดยแพทย์ได้อธิบายว่า ไฟเบอร์เปรียบเสมือนตัวกวาดลำไส้ ช่วยล้างพิษและกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ เมื่อกินอาหารประเภทแป้ง แต่ขาดใยอาหาร อุจจาระจะตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานาน สารพิษจึงออกฤทธิ์ที่เยื่อบุลำไส้ได้นานขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบ และการกลายพันธุ์ของเซลล์
จากรายงานการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เสริมไฟเบอร์ประมาณ 25 กรัมต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 15-30 เปอร์เซ็นต์
แพทย์แนะนำให้เพิ่มธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียว ผลไม้ ข้าวโอ๊ต หรือขนมปังโฮลวีตในมื้อเช้า "การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในทุกวันก็เพียงพอที่จะปกป้องลำไส้ของคุณไปตลอดชีวิต"
3. กลั้นอุจจาระบ่อย
จากข้อมูลพบว่า ชายรายนี้มักจะยุ่งกับการทำงานจนไม่ยอมเข้าห้องน้ำ แม้ว่าจะรู้สึกต้องการขับถ่าย แต่เขาก็พยายามฝืนและรอจนถึงเวลาที่เขาสะดวก เมื่อเวลาผ่านไป ลำไส้จึงสูญเสียกลไกการตอบสนองตามธรรมชาติ อุจจาระสะสมเป็นเวลานาน ทำให้ท้องผูก เกิดการอักเสบและทำลายผนังลำไส้
ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมโรคมะเร็งแห่งอเมริกา ได้ระบุว่า พฤติกรรมการกลั้นอุจจาระ ทำให้ของเสียและสารพิษสะสมอยู่ในลำไส้ และส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกและกลายมะเร็งมากขึ้น
แพทย์เตือนว่า "ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน คุณจำเป็นต้องฟังสัญญาณของร่างกาย เข้าห้องน้ำให้ตรงเวลาทุกวัน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการล้างพิษในร่างกายของคุณ"
นอกเหนือจากที่กล่าวมานั้น การรับประทานอาหารที่สมดุล และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และลดความเสี่ยงจากโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก Soha






