ก๊าซธรรมชาติ กับการก้าวสู่ ASEAN Regional LNG Hub

พาย้อนไปดูวิวัฒนาการพลังงานของประเทศไทย จากผู้นำเข้าน้ำมันสู่การพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศ พลังงานสะอาดที่ใช้กันทั่วโลก พร้อมก้าวสู่การเป็น ASEAN Regional LNG Hub

ASEAN Regional LNG Hub

“พลังงาน” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศทั่วโลก รวมถึงในไทย อีกทั้งยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญทุกภาคการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปจนถึงนำมาใช้ในบ้านเรือนทั่วไป ซึ่งนอกจาก “น้ำมัน” ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีแล้ว ตอนนี้ยังมี “ก๊าซธรรมชาติ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทั่วโลกให้ความสนใจ แถมยังสอดคล้องกับเทรนด์พลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น ในวันนี้เราจึงอยากจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเรื่องของก๊าซธรรมชาติให้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมอัปเดตสถานะของประเทศไทยที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการค้าก๊าซธรรมชาติแห่งภูมิภาคอาเซียน

วิวัฒนาการพลังงานของไทยมาไกลแค่ไหน ?

ASEAN Regional LNG Hub

ช่วงปี พ.ศ. 2431 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยได้นำเข้าน้ำมันก๊าดครั้งแรก เพื่อใช้จุดตะเกียง ก่อนจะนำไปสู่การนำเข้าน้ำมันประเภทต่าง ๆ รวมทั้งถ่านหิน สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ ผลิตไฟฟ้า ก่อนขยายไปสู่การใช้ในบ้านเรือน 

กระทั่งในปี พ.ศ. 2524 หลังจากการขุดค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณอ่าวไทย กับที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ราคาพลังงานในตลาดโลกเริ่มมีความผันผวนสูง เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ไทยจึงได้นำก๊าซธรรมชาติที่ขุดค้นพบ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าแทนการใช้ถ่านหินกับน้ำมันเตา ที่ต้องนำเข้าและใช้ต้นทุนสูง 

ในส่วนของ NGV (Natural Gas for Vehicles) หรือก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ มีการพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2403 โดย ฌ็อง-โฌแซ็ฟ เอเตียน เลอนัวร์ (Jean-Joseph-Étienne Lenoir) วิศวกรชาวเบลเยียม-ฝรั่งเศส แม้ในช่วงแรกยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกในปี พ.ศ. 2516 หลายประเทศทั่วโลกก็เริ่มให้ความสนใจพร้อมกับหันมาใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้แทนน้ำมันกันมากขึ้น ทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป จนมาถึงเอเชีย รวมถึงในประเทศไทยที่ใช้กันมานานกว่า 80 ปี 

ก๊าซธรรมชาติ พลังงานสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ASEAN Regional LNG Hub

ก๊าซธรรมชาติ นอกจากจะมีราคาถูกแล้ว ยังเป็นเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนของคาร์บอนน้อยเมื่อเทียบกับพลังงานชนิดอื่น ๆ อย่าง น้ำมัน จึงทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ ไม่เกิดเขม่าหรือควันดำ จึงจัดเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะก่อนที่จะนำไปใช้งานก็ต้องผ่านกระบวนการแยกก๊าซรวมถึงสิ่งปลอมปน และนำไปจัดเก็บในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งทำให้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ดังนี้ 

  • LNG (Liquefied Natural Gas) : ก๊าซธรรมชาติเหลว ที่มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก 80-90% และถูกนำไปแปรสภาพจากก๊าซเป็นของเหลว โดยการลดอุณหภูมิให้ต่ำกว่า -160 °C เพื่อให้สามารถขนส่งทางเรือได้สะดวกขึ้น
  • NGV (Natural Gas for Vehicles) : ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก และเป็นก๊าซที่ถูกอัดจนมีความดัน 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว พร้อมจัดเก็บไว้ในถังที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ 
  • LPG (Liquefied Petroleum Gas) : ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม ผลิตจากโรงกลั่นน้ำมัน เป็นของเหลว ไร้สี ไร้กลิ่น โดยนำไปบรรจุไว้ในถังภายใต้ความดันสูง นิยมใช้ทั้งในบ้าน ร้านค้า รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรม
ก๊าซธรรมชาติและโครงสร้างราคา มาจากไหน ?
ASEAN Regional LNG Hub

เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น นอกจากจะผลิตเองในประเทศจากแหล่งต่าง ๆ อาทิ แหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย กับพื้นที่พัฒนาร่วมระหว่างไทย-มาเลเซียแล้ว จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศควบคู่ไปด้วย เช่น เมียนมากับตะวันออกกลาง เพื่อให้เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง และในครัวเรือน เป็นต้น ซึ่งในตอนนี้ กลุ่ม ปตท. เอง ก็มีขยายพื้นที่สำรวจออกไป เพื่อจัดหาเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศ

ส่วนที่เห็นว่า ราคาก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนสูง เช่น NGV ก็มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน หลัก ๆ ก็มาจากราคาเนื้อก๊าซที่เป็นต้นทุนหลัก นอกจากนี้ก็ยังมีค่าผ่านท่อส่งก๊าซ ค่าบริการจัดหา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสถานีบริการต่าง ๆ และภาษีอีก 7% นั่นเอง

ความคืบหน้าการก้าวสู่ศูนย์กลาง
การค้าก๊าซธรรมชาติแห่งอาเซียนของไทย

ASEAN Regional LNG Hub

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน “ก๊าซธรรมชาติ” ก็ยังคงเป็นพลังงานที่มีความสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้ตั้งเป้าหมายในการนำเข้า LNG 9 ล้านตัน ในปี พ.ศ. 2573 พร้อมผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซธรรมชาติแห่งภูมิภาคเอเชีย (ASEAN Regional LNG Hub) ซึ่งนำโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดหาและนำเข้ารายใหญ่ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พร้อมเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อก่อสร้างคลังจัดเก็บและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) ประกอบด้วย

  • LNG Receiving Terminal 1 มาบตาพุด จ.ระยอง
  • LNG Receiving Terminal 2 หนองแฟบ จ.ระยอง

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเพิ่มขีดความสามารถด้วยการขยายการส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการไปแล้วหลายโครงการ อาทิ โครงการ LNG Reloading Cargo ไปยังประเทศญี่ปุ่น การส่งออก LNG ทางรถยนต์ไปประเทศกัมพูชา และการส่งออก LNG ทางเรือไปยังประเทศจีนในรูปแบบ ISO Tank Container 

มาถึงตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการนำเข้าน้ำมัน สู่การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศและสามารถผลิตใช้เองได้ แถมยังเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้า การขนส่ง รวมถึงในบ้านเรือน แถมยังมีการต่อยอดในหลายโครงการเพื่อก้าวสู่ศูนย์กลางการค้าก๊าซธรรมชาติแห่งภูมิภาคเอเชีย (ASEAN Regional LNG Hub) อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ, ienergyguru.com, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (1) (2) (3), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (1) (2) และ เฟซบุ๊ก กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (1) (2) (3)
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
ก๊าซธรรมชาติ กับการก้าวสู่ ASEAN Regional LNG Hub อัปเดตล่าสุด 25 กันยายน 2565 เวลา 22:38:30 1,358 อ่าน
TOP