สรรพชีวิตในท้องทะเลจะลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจ สัตว์ทะเลบางชนิดอาจสูญพันธุ์ไปจากโลก
ทะเลไทยเองก็หนีไม่พ้นมหันตภัยร้ายนี้ที่กำลังคุกคามอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้นคนทั่วไปอาจไม่เคยได้ยินไม่ค่อยรู้จักคำว่า
"ทะเลกรด" ผิดจากเรื่องน้ำแข็งละลาย น้ำท่วมโลก ดินฟ้าอากาศแปรปรวน พายุน้ำท่วม อาจเพราะภาวะทะเลกรดดังกล่าวอธิบายยาก
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมาโครงการธิงค์ เอิร์ธ : ธิงก์ โกลเบิล (THINK EARTH : THINK GLOBAL) ร่วมกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และกรมประชาสัมพันธ์ ได้จัดการบรรยายพิเศษเรื่อง
"ทะเลกรด : ภัยเงียบจากโลกร้อน" โดยเชิญ ดร.ไมเคิล เอ. เคนดัลล์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมภายใต้สภาวะโลกร้อนจากพลีมัธ มารีน แลบอราทอรีส รมสิ่งแวดล้อม สหราชอาณาจักรอังกฤษ (Phymouth Marine Laboratory, Department of Environment) มาเป็นวิทยากรดำเนินการอภิปรายโดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ ชั้น 5 อาคารสยามกลการ ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
ดร.ไมเคิล เอ. เคนดัลล์ กล่าวว่า เป็นที่ยอมรับแล้วว่า ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก ที่มาจากผลการกระทำของมนุษย์ในด้านต่างๆ ยิ่งมีก๊าซเพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศมากเท่าไหร่ ยิ่งมีส่วนเร่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า
ร้อยละ 48 ของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการเผาผลาญน้ำมัน ใช้ถ่านหิน เผาป่า ไม่ได้อยู่ในอากาศเท่านั้น แต่ละลายลงไปอยู่ในน้ำ ซึ่งร้อยละ 98 ของน้ำในโลกอยู่ในทะเล ที่เห็นอยู่บนแผ่นดินเป็นแค่ส่วนน้อย
"คาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายลงไปในน้ำ ทำให้ค่าความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไป น้ำทะเลเริ่มมีคุณสมบัติเป็นกรดมากขึ้น นี่คือปรากฏการณ์ทะเลกรด" ดร.ไมเคิลกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากอังกฤษ อธิบายกระบวนการทางเคมีนี้ให้ฟังว่า คุณสมบัติสำคัญคือ น้ำทะเลมีสภาพเป็นด่างเล็กน้อย หากเป็นกรดมาก ตัวเลขจะน้อยลง ถ้าเป็นด่างมากตัวเลขจะเพิ่มขึ้น ค่าตรงกลางจะอยู่ที่เลข 8 ทะเลที่เคยมีค่าความเป็นกรดด่าง (PH) ประมาณ 8-8.1 เริ่มเปลี่ยนแปลงค่า PH อยู่ที่ 7.8-7.9 ลดลง 0.1 -0.2 คือมีความเป็นกรดมากขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาล
ตัวเลข 0.1 อาจดูไม่มาก แต่ตามสภาพปกติน้ำทะเลจะอยู่ในสภาพด่างเล็กน้อย สิ่งมีชีวิตใต้น้ำวิวัฒนาการเรื่อยและคุ้นเคยกับภาวะดังกล่าว ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยเฉพาะพวกที่สร้างหินปูนขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เช่น ปะการัง, หอย ดาวทะเล และเม่นทะเล รวมถึงตัวอ่อนของสัตว์ทะเลและแพลงก์ตอน ซึ่งการสร้างหินปูน เกิดได้ดีในภาวะน้ำทะเลเป็นด่างนิดหน่อย
"นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า หากทุกอย่างเป็นเช่นนี้ ภายใน 50 ปี ค่า PH จะลดลงเป็น 7.6 ภาวะทะเลกรดที่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแน่"
นอกจากสัตว์ทะเลกลุ่มที่สร้างหินปูนเพื่อดำรงชีวิตเดือดร้อน สร้างหินปูนไม่ได้ เพราะกระบวนการสร้างหินปูนวิวัฒนาการมานานในสภาพน้ำทะเลเช่นนี้ แต่น้ำทะเลกลับเปลี่ยนสภาพในระยะเวลาไม่ถึง 200 ปี แน่นอนสัตว์ปรับตัวไม่ทัน ผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ยังพบสัญญาณอีกหลายอย่าง ดร.ไมเคิลบอกว่า แม่เพรียงหรือไส้เดือนทะเลจะมีปัญหาเรื่องการสืบพันธุ์ เพราะสเปิร์มเคลื่อนที่ช้าลงถ้าทะเลอยู่ในสภาพเป็นกรด ไส้เดือนทะเลเป็นอาหารให้กับสัตว์ต่างๆ ถ้ามีจำนวนลดลงจะกระทบเป็นวงกว้าง ตามหลักห่วงโซ่อาหาร หรือดาวเปราะสัตว์กลุ่มดาวทะเล ค่า PH ที่ลดลงจะเร่งให้ผลิตไข่ออกมาจำนวนมาก ผลิตๆ จนตาย ขณะที่ลูกออกมาก็ไม่สมบูรณ์ มีโอกาสรอดชีวิตน้อย นอกจากนี้
แหล่งประการังขนาดใหญ่ในประเทศออสเตรเลียซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากนัก ดำน้ำ เหล่านักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าผลจากทะเลกรดจะทำให้ปะการังเหลือเพียง 5% ของพื้นที่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ผลกระทบที่เกิดขึ้น ดร.ไมเคิลบอกว่า
ครอบคลุมทุกทะเลและมหาสมุทร กลายเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งในอนาคต จากนี้ต้องเตรียมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เรื่องระบบสรีระวิทยาที่สำคัญ เช่น การหายใจ และการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะลดลง บางชนิดจะเกิดปัญหาเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ความเป็นกรดทำให้เกิดการแตกตัวของคาร์บอเนต เกิดผลกระทบต่อการสร้างเปลือกของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งหอย ปะการัง เม่นทะเล
รวมถึงตัวอ่อนของสัตว์ทะเลและแพลงก์ตอนของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านธาตุอาหารในมหาสมุทร ส่งผลกระทบด้านต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านอาหาร ด้านการท่องเที่ยว อีกเรื่องที่กำลังหวั่นวิตกคือ ภาวะทะเลกรดจะส่งผลให้สารพิษที่ถูกทับถมในชั้นตะกอนละลายในน้ำทะเล อาจเกิดมลพิษได้ด้วย
"ภาวะทะเลกรดนี้ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะยิ่งรุนแรง รวดเร็ว เวลานี้นักวิทยาศาตร์ทั่วโลกกำลังพยายามทำการศึกษาในเรื่องนี้เพื่อหาทาง ออกระบุปัญหาที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน รวมทั้งทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้" ดร.ไมเคิลกล่าว
สำหรับปรากฏการณ์ทะเลกรดจะคืบคลานมาถึงประเทศไทยหรือไม่นั้น
ดร.ธรณ์ มีคำตอบประเด็นนี้อยู่ในการเสวนานักวิชาการทะเลไทย กล่าวว่า ทะเลกรดที่กล่าวถึง คือ ทะเลที่เคยมีค่าความเป็นด่างเริ่มเปลี่ยนแปลง ค่า PH ลดลง คือมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นทำให้กัดกร่อนมนุษย์จนเป็นบาดแผลได้ หรือกัดกร่อนอาคารบ้านเรือนให้เสียหายได้แบบฝนกรดที่ตกลงมา จากแหล่งอุตสาหกรรม
ทะเลกรดจะเกิดขึ้นได้ง่ายในเขตน้ำตื้น นั่นหมายถึง ทะลไทยไทยเริ่มเป็นพื้นที่เสี่ยง เพราะอ่าวไทยมีระดับความลึกสุด 386 เมตร ความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40 เมตรเท่านั้น ขณะที่ฝั่งอันดามัน อย่าง
หมู่เกาะสุรินทร์ สิมิลัน ฯลฯ ถือเป็นเขตน้ำตื้นแทบทั้งหมด เป็นปัญหาที่น่าห่วงของบ้านเรา โดยเฉพาะเหล่าปะการัง โครงสร้างภายในล้วนเป็นหินปูน หอย เปลือกหอยมาจากหินปูน ถ้าสร้างหินปูนไม่ได้ ปะการังไม่เหลือ หอยตายหมด ถึงขั้นสูญพันธุ์กันเลยทีเดียว
"
ภาวะทะเลกรดจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเหตุการณ์ควบคู่ไปกับภาวะโลกร้อน ถ้าไม่ช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดน้ำมัน ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยอีก 50 ปีจะเห็นผลกระทบชัดเจน แต่จากนี้ 10 ปี สัตว์ต่างๆ จะเริ่มออกอาการ มีการเจริญเติบโตลดลง ไข่ไม่สมบูรณ์ แถมปริมาณน้อยลง ยิ่งความเป็นกรดมากขึ้นเท่าไหร่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น สัตว์ทะเลมีวงจรชีวิตสั้นอยู่แล้ว ถ้าลูกหลานอ่อนแอ ประชากรลดลง เป็นปัญหาโดมิโน ทะเลกรดน่ากลัวกว่าปัญหาระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเสียอีก ถ้าเกิดแล้วกลับไปเป็นสภาพเดิมไม่ได้" ดร.ธรณ์กล่าว
ด้าน ดร.ไมเคิล แสดงทัศนะเกี่ยวกับทะเลกรดในบ้านเราว่า จากการศึกษาพบว่าทะเลกรดจะส่งผลกระทบมากในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะแนวชายฝั่งทะเล ไทยถือว่าเป็นประเทศที่เสี่ยงกับการเกิดภาวะพวกนี้ ตนได้ร่วมในโครงการฟื้นฟูอุทยานแห่งชาติแหลมสนหลังภัยสึนามิ (TILS) ของคณะประมง ม.เกษตร ซึ่งร่วมสำรวจพื้นที่บริเวณหาดประพาส อุทยานฯ แหลมสน จ.ระนองด้วย พบว่าสิ่งมีชีวิตในบริเวณน้ำลึก 15 เมตร มีความคล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลอังกฤษ แต่ไทยมีความอุดมสมบูรณ์มาก สำรวจพบดาวเปราะจำนวน 1,000 ตัวต่อตารางเมตร พบเม่นทะเลถึง 600 ตัวต่อตารางเมตร อยากให้คนไทยตระหนักและรักษาต้นทุนทางนิเวศเอาไว้ รวมทั้งมีการติดตามเฝ้าระวังเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างเข้มข้น
ในท้ายนี้ ดร.ไมเคิลกล่าวว่า จากการที่ได้มีส่วนร่วมทำโครงการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้านทรัพยากรทาง ทะเล ซึ่งต่อมามีการศึกษาเรื่องทะเลกรดควบคู่ไปด้วยพบว่า ประเทศไทยยังขาดฐานข้อมูลเกี่ยวกับทะเลไทยที่รอบด้านและไม่มีความต่อ เนื่อง ทั้งเรื่องอุณหภูมิของน้ำทะเล ค่า PH ความเค็ม รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ควรทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ใช้พยากรณ์เรื่องทะเลกรดของไทยขึ้น เพื่อให้เกิดผลการทำนายที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทะเลในแต่ละแห่งมีสภาพแตกต่างกัน ทุกมหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมต้องทำวิจัยเชิงลึก ให้มากขึ้น นำผลที่ได้มาวางแผน และชงให้ผู้บริหารประเทศตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา
"ผมอยากฝากถึงผู้ใหญ่ในเมืองไทยด้วยครับว่า ควรทำให้ปัญหาโลกร้อนเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง แน่นอนว่าต้องมีเรื่องทะเลกรดผนวกเข้าไว้ด้วย และยังเห็นว่าประเทศไทยควรจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติวิทยา ที่รวบรวมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไว้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงทาง ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ" ดร.ไมเคิลกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
-
"ในหลวง" ทรงห่วงสภาวะโลกร้อน
-
"อภิรักษ์" เพิ่มทางจักรยาน ชวนดับโลกร้อน
-
3 สาวชวนร่วมกันป้องกันโลกร้อน ก่อนสายเกินแก้
-
ปัญหาโลกร้อน เป็นเรื่อง ที่คนไอทีต้องตระหนัก
-
10 ปรากฎการณ์ประหลาด จากเหตุ "โลกร้อน!"
-
ภาพหิมะ แถบแอนตาร์กติก้า ละลาย เพราะโลกร้อน
-
นักวิทย์ชี้ ไทยเจออากาศ ร้อนสุดๆ 60 วัน
-
เอลนีโญส่งผลทะเลไทย น้ำเย็นลงมีตะกอนขุ่นทำให้คัน
-
ตะลึง! ทะเลเหือด
-
เสียงเตือนจาก "อัล กอร์" "หยุดโลกร้อน...คุณทำได้ !"
-
เมืองมืดเพื่อโลกสว่าง
-
"สมิทธ" เตือนมหาวิบัติภัย ยัน "ภาวะโลกร้อน" ของจริง
-
โลกร้อน...ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง จริงหรือ?
-
"ภาวะโลกร้อน" ความจริงช็อกโลก!!!
-
พิษวิกฤตโลกร้อนน้ำตกแห้ง-ป่าลด
-
เผย กทม. ปีนี้ ร้อนทะลุ 40 องศา
-
"โลกร้อน" พาโลกมนุษย์ ย้อนกลับสู่ยุคไดโนเสาร์!
-
ไทยมีเอี่ยวทำโลกร้อน ติดอันดับ 9 โลกปล่อยก๊าซสูงสุด
-
ปี 2549 ทำสถิติ ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์
-
ภัยเงียบ ทะเลกรดจากคาร์บอน คุกคามโลก
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต