









เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
"เนื้อเถื่อน" ปัญหาที่กำลังลุกลามอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้ ประเทศไทยกลายเป็นตลาดระบายขยะ ระบายเนื้อเถื่อน ทั้งเนื้อวัวและเนื้อควาย ที่เหลือจากการบริโภคจากประเทศผู้ส่งออกเนื้อรายใหญ่... เป็นที่น่าเป็นห่วงว่า หากเนื้อเถื่อนเหล่านั้นมาจากวัวหรือควายที่เป็นโรค ทั้งโรควัวบ้า โรคปากเปื่อย เท้าเปื่อย ที่ประเทศเหล่านั้นนำมาฆ่าทิ้ง แต่ยังมีพ่อค้าหัวใส (ไม่ใช่เรื่อง) ไปกว้านซื้อเอาซากวัว ควายที่ถูกฆ่าทิ้งเพื่อสกัดการแพร่เชื้อโรค แล้วนำมาส่งขายในราคาถูกให้กับคนไทย นี่ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด
การลักลอบนำเข้า "เนื้อโค" หรือ "เนื้อเถื่อน" จากอินเดีย ถือเป็นหอกข้างแคร่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในบ้านเรา ไล่เรียงตั้งแต่ฟาร์มขนาดเล็กไปจนถึงฟาร์มขนาดใหญ่ เนื่องจากการทะลักของเนื้อดังกล่าวที่ผ่านมาทางชายแดนไทย-มาเลเซียนั้น ได้ทำลายกลไกราคา "เนื้อหน้าเขียง" เพราะเนื้อส่วนนี้ราคาถูกมาก ทว่าความจริงอีกข้อหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ "อันตราย" จากการติดเชื้อไวรัสโรคปากเท้าเปื่อยนั่นเอง
และล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ อธิบดีกรมปศุสตว์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงผลการจับกุมผู้กระทำความผิดลักลอบนำเนื้อเถื่อนเข้ามาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม มีผู้กระทำความผิดถึง 6 ราย โดยรายที่ 6 ถูกจับกุมได้ที่ห้องเย็นบ้านเลขที่ 1/8 ซ.เสียงใต้ ถ.เทพกษัตรีย์ ต.รัษฏา อ.เมือง จ.ภูเก็ต เป็นซากโค กระบือ ยี่ห้อ Allana, Eatco และ ALM จำนวน 96 กล่อง กล่องละ 20 กิโลกรัม รวมน้ำหนักทั้งหมด 1,920 กิโลกรัม รวมมูลค่า 6 แสนบาท ทั้งนี้ ผลการจับกุมผู้กระทำความผิดการลักลอบนำซากสัตว์เถื่อนเข้ามาในปีงบประมาณ 2550 จับกุมได้ทั้งหมด 650 คดี มูลค่าของกลาง 92 ล้านบาทเศษ
สถานการณ์ดังกล่าว สุนทร นิคมรัตน์ นายกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่เอาจริงในเรื่องการปราบปรามการนำเข้าเนื้อเถื่อนจากอินเดีย สุดท้ายอาจทำให้เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครอบครัว ซึ่งเลี้ยงโคเนื้อและกระบือประมาณ 9 ล้านตัว จำเป็นต้องปิดฉากอาชีพลงทันที เนื่องจากเนื้อจากอินเดียที่ส่งมาขายในบ้านเรานั้น ราคาหน้าเขียงกิโลกรัมละ 70-100 บาทเท่านั้น ขณะที่เนื้อโคในประเทศราคากิโลกรัมละ 130-150 บาท
"ในเมื่อราคามันถูกกว่ากันเกือบเท่าตัว พ่อค้าคนกลางก็ใช้เนื้อจากอินเดีย โดยเฉพาะการนำไปแปรรูปทำลูกชิ้น เนื้อบด เนื้อเส้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เนื้อคุณภาพดีก็ทำขายได้ แถมได้กำไรสูงด้วย ข้อมูลเมื่อปี 2544 พบว่า มีการลักลอบนำเข้าเนื้อจากอินเดียเดือนละ 2,000 ตัน ส่วนปัจจุบันประมาณจากธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการใช้เนื้อโคจำนวนมาก คาดการณ์ว่าอาจจะมีการลักลอบนำเข้าสูงถึง 3,000 ตัน ในลักษณะแพ็กเป็นกล่อง ทีนี้กรรมก็มาตกที่คนเลี้ยง อย่าลืมว่าการเลี้ยงโคขุนลงทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานที่ได้มาตรฐาน บวกกับราคาอาหารสัตว์ที่แพงขึ้นทุกวัน เหล่านี้คือภาระที่คนเลี้ยงต้องรับผิดชอบเอง ขณะที่โรงเชือดรับซื้อโคมีชีวิตกิโลกรัมละ 30-40 บาทเท่านั้น" สุนทร กล่าว
เส้นทางการลักลอบนำเข้าโคเนื้อนั้น นายกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มีด้วยกัน 3 ทาง คือ "ทางบก" หลัก ๆ นำเข้าจากประเทศอินเดีย ซึ่งเลี้ยงโคเนื้อกว่า 245 ล้านตัว แต่ชาวอินเดียไม่รับประทานเนื้อโค เพราะเชื่อว่าสัตว์ชนิดนี้เป็นพาหนะของพระอิศวร จึงชำแหละเอาเฉพาะหนังไปใช้ประโยชน์ ส่วนซากส่งออกตามประเทศต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเทศไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าเนื้อโคจากประเทศดังกล่าว ดังนั้นจึงมีการลักลอบโดยผ่านทางประเทศมาเลเซีย ซึ่งสั่งเนื้อจากอินเดียและภาษีถูก ลักษณะการขนเนื้อเข้าไทยบางครั้งเป็นลักษณะกองทัพมดข้ามชายแดน จ.นราธิวาส แล้วส่งต่อไปยัง จ.สงขลา และสตูล เพื่อเก็บไว้ในห้องเย็นแล้วส่งต่อมายังกรุงเทพฯ
ส่วน "ทางน้ำ" ขนใส่เรือประมงมาทางฝั่งอันดามันขึ้นที่ จ.ภูเก็ต และฝั่งอ่าวไทยขึ้นที่ จ.สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม สุดท้าย "ทางอากาศ" วิธีนี้ใช้เฉพาะเนื้อโกเบ และเนื้อมิซูซากะ เป็นเนื้อคุณภาพดีจากประเทศญี่ปุ่น ถ้านำเข้าถูกต้องราคากิโลกรัมละหลายพันบาท แต่ผู้ลักลอบใช้วิธีบรรจุในกระเป๋าสัมภาระขึ้นเครื่องบินเพื่อส่งขายตามร้านอาหารหรูในกรุงเทพฯ
"การลักลอบนำเข้าเนื้อเถื่อนจากอินเดียน่าเป็นห่วงที่สุด ทั้งเรื่องผลกระทบต่อวงการโคเนื้อเมืองไทย ด้านโรคติดต่อ เนื่องจากการเลี้ยงในอินเดียไม่ได้มาตรฐาน เลี้ยงแบบปล่อย จึงเสี่ยงต่อการติดโรคปากเท้าเปื่อย ส่วนโรงเชือดไม่ได้มาตรฐานสากล หากเชื้อแพร่มาถึงบ้านเราอาจเกิดการระบาดหนัก เพราะแค่เรารับมือการระบาดในประเทศก็หนักอยู่แล้ว" สุนทร กล่าว
ด้าน น.สพ.ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการปราบปรามสกัดการลักลอบนำเข้าเนื้อโคเถื่อนจากประเทศอินเดียมาก โดยกรมปศุสัตว์กำชับด่านตรวจต่างๆ ตามจังหวัดชายแดนให้จับตาเรื่องนี้เป็นพิเศษ พร้อมทั้งทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวด้วย รวมทั้งขอความร่วมมือจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบโรงงานที่มีห้องเย็นอย่างเข้มงวด เพราะอาจเป็นแหล่งเนื้อเถื่อนที่เข้ามาในประเทศในลักษณะเนื้อแช่แข็งได้ นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ได้ออกมาตรฐานเสริม โดยการส่งเสริมให้ความรู้ผู้บริโภคทราบถึงอันตรายจากการรับประทานเนื้อที่ติดเชื้อ อีกทั้งในส่วนที่นำไปแปรรูปอาจมีสารปนเปื้อนติดมาตามมือ เสื้อผ้าและมีด จากนั้นเชื้อไวรัสตกไปสู่ฟาร์มเกษตรกรได้
"การลักลอบนำเข้าโคเนื้อจากต่างประเทศถือว่าเสี่ยงต่อการระบาดของโรคติดต่อสูง อย่างญี่ปุ่น การระบาดของโรควัวบ้าก็ยังไม่หมดไป ส่วนอินเดียโรคปากเท้าเปื่อยระบาดรุนแรงมาก เพราะมาตรฐานการเลี้ยงไม่ได้มาตรฐาน ส่วนโรงชำแหละก็เสี่ยงต่อสารปนเปื้อนตกค้างอย่างยิ่ง เราจึงพยายามสกัดเนื้อเหล่านี้ทุกทาง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ผู้กระทำผิดบางรายใช้วิธีแกะห่อบรรจุภัณฑ์เนื้อออกให้เห็นเป็นเนื้อสดๆ บางครั้งจึงต้องใช้เวลานานพอสมควรในการตรวจเช็กที่มาของต้นทาง" น.สพ.ศักดิ์ชัย ยอมรับ
ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่เดินหน้าปราบปรามขบวนการ "ขนเนื้อเถื่อน" อย่างจริงจัง นับเป็นวิบากกรรมอันหนักอึ้งของ "เกษตรกร" และ "ผู้บริโภค" ในยุคนี้ ที่ต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |



















































































































































































































































|