









(15 เมษายน) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 2,625 ตัวอย่าง ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2-14 เมษายน พ.ศ. 2551 ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์
เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อคดีความและความขัดแย้งทางการเมือง ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.8 ระบุควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่ร้อยละ 11.2 ระบุควรให้ฝ่ายการเมืองทำอะไรบางอย่าง นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.4 ไม่เห็นด้วยกับการยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำทุจริต (คตส.) ในขณะที่ร้อยละ 34.3 เห็นด้วย และร้อยละ 4.2 ไม่มีความเห็น
ที่น่าพิจารณาคือประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 75.2 เห็นว่า วิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันคือสันติสมานฉันท์ รู้รักสามัคคี เลิกทะเลาะกัน ในขณะที่รองลงมาหรือร้อยละ 13.7 เห็นว่าไม่เห็นแก่ตัวและพวกพ้อง ร้อยละ 10.2 เห็นว่าความเป็นกลางจะช่วยได้ ร้อยละ 6.7 ระบุการไม่แทรกแซงการทำงานของแต่ละฝ่าย และร้อยละ 6.3 เห็นว่าการเปลี่ยนรัฐบาลจะช่วยได้ เป็นต้น
ที่น่าห่วงคือ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยตอบได้มากกว่า 1 เหตุการณ์ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.0 คิดว่าจะเกิดปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในกลุ่มนักการเมืองเพื่อถอนทุนคืนร้อยละ 68.3 คิดว่าจะเกิดการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองบางคน ร้อยละ 68.0 คิดว่าจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงในกลุ่มนักการเมืองของรัฐบาลเอง และร้อยละ 68.0 เช่นกันคิดว่าจะเกิดการแทรกแซงสื่อมวลชน ร้อยละ 63.8 จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นเผชิญหน้าของประชาชนสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 60.9 ก็ยังคิดว่าคนไทยจะช่วยเหลือกันแก้ปัญหาวิกฤตต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ร้อยละ 55.8 คิดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ และร้อยละ 55.6 คิดว่าจะมีการยุบพรรคการเมือง และร้อยละ 36.7 คิดว่าจะเกิดปฏิวัติ ยึดอำนาจ ตามลำดับ
นอกจากนี้ประชาชนครึ่งต่อครึ่งหรือร้อยละ 50.0 ต่อร้อยละ 50.0 เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่าปล่อยให้ปัญหาการเมืองแก้ด้วยวิธีทางการเมือง อย่างไรก็ตามสำหรับนักการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะช่วยกันให้ปัญหาวิกฤตต่างๆผ่านพ้นไปได้พบว่า ประชาชนร้อยละ 21.5 ระบุนายสมัคร สุนทรเวช รองลงมาคือ ร้อยละ 19.1 ระบุ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 16.1 ระบุรัฐบาล ร้อยละ 13.8 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.1 ระบุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 10.1 เช่นกันระบุกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อประชาชน กลุ่มพันธมิตร และร้อยละ 9.7 ระบุกลุ่มประชาชนทั่วไป ตามลำดับ
ที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอแนะที่อยากบอกกับบรรดา ส.ส.ของพรรคถ้าถูกยุบ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.0 ระบุให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในขณะที่ร้อยละ 17.4 ระบุย้ายไปสังกัดพรรคอื่น และร้อยละ 18.6 ระบุอื่นๆ เช่น เปลี่ยนรัฐบาล เลิกเล่นการเมือง ให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำงานการเมือง และไปประกอบอาชีพอื่นๆ เป็นต้น และถ้าต้องย้ายพรรค ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 49.5 ระบุย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 40.3 เสนอให้ย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงการสนับสนุนให้นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 47.6 ยังสนับสนุนนายสมัคร ในขณะที่ร้อยละ 26.3 ไม่สนับสนุน และที่เหลือร้อยละ 26.1 ขออยู่ตรงกลาง โดยเหตุผลที่สนับสนุนนายสมัคร อันดับต้นๆ คือ เห็นว่าเป็นคนพูดจริงทำจริง พูดตรงไปตรงมา ควรให้โอกาส รอดูการกระทำ และความชอบเป็นส่วนตัว เป็นต้น ขณะที่เหตุที่ไม่ชอบคือ บุคลิกไม่เหมาะสม พูดมากไป พูดจาไม่ดี ไม่ชอบเป็นส่วนตัว และยังไม่เห็นผลงาน ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 50.0 จะยังเลือกพรรคพลังประชาชน ขณะที่ร้อยละ 46.9 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 3.1 จะเลือกพรรคอื่นๆ
เมื่อสอบถามความเห็นต่อท่าทีของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ที่ทำงานกับมูลนิธิไทยคมและชักชวนนักธุรกิจต่างชาติมาลงทุนในประเทศ พบว่า ร้อยละ 39.9 เห็นด้วยทั้งสองแนวทาง ร้อยละ 24.8 เห็นด้วยกับการชวนนักธุรกิจต่างชาติมาลงทุน ร้อยละ 16.6 เห็นด้วยกับการทำงานกับมูลนิธิ และร้อยละ 18.7 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า ไม่จริงใจ เป็นการสร้างภาพ มีอะไรบางอย่างแอบแฝง และควรกลับมาเล่นการเมืองและเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เป็นต้น
ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามว่า จะสนับสนุน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ทำงานการเมืองต่อไปหรือไม่ ผลสำรวจพบเกินครึ่งหรือร้อยละ 53.0 พร้อมสนับสนุน และร้อยละ 47.0 ไม่พร้อมสนับสนุน โดยคนที่พร้อมสนับสนุนเป็นคนที่สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมากกว่าคนที่จบปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 56.4 ต่อร้อยละ 42.4 อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.7 ระบุ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ควรยอมรับคำตัดสิน ถ้าถูกตัดสินว่าผิดจริง ในขณะที่ร้อยละ 33.3 ระบุควรต่อสู้ให้พ้นผิดต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 ระบุไปในทิศทางไม่เห็นด้วยต่อการใช้ความรุนแรงในเวลาที่มีปัญหาขัดแย้งในกลุ่มประชาชน คือร้อยละ 9.2 ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 26.0 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 51.3 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในขณะที่ร้อยละ 3.3 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 4.6 เห็นด้วย และร้อยละ 5.6 เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ดร.นพดล กล่าวว่า ถึงแม้สถานการณ์การเมืองมีความขัดแย้งและไม่ชัดเจนคลุมเครืออยู่ในขณะนี้ แต่ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.0 เลือกที่จะหวังและก้าวต่อไปข้างหน้า ในขณะที่ร้อยละ 35.0 ยังคงกังวลและกลัวต่อเหตุการณ์ข้างหน้าของประเทศ โดยสัดส่วนของคนที่เลือกจะหวังและก้าวต่อไปข้างหน้าสูงขึ้นกว่าการสำรวจช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ผ.อ. เอแบคโพลล์ กล่าวด้วยว่า ผลวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศขณะนี้ในความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ พบว่ายังมีทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรงแบบเผชิญหน้าได้ เช่น การปล่อยให้ความขัดแย้งและคดีความทางการเมืองเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และอีกแนวทางหนึ่งคือการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพรรคพลังประชาชนยังคงได้รับคะแนนสนับสนุนค่อนข้างเหนียวแน่นเหมือนเดิม
ดังนั้น ปัญหาของประเทศไทยยังไม่พบทางตัน ทุกปมปัญหามีทางออกในทรรศนะของประชาชน เพียงแต่ว่าฝ่ายการเมืองมักจะเลือกตัดสินใจในทางออกด้วยวิธีการอะไรที่จะทำให้ตนเองและพรรคพวกจะได้ประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้แล้วว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตของประเทศ ประชาชนก็เลือกที่จะหวังและก้าวต่อไปข้างหน้าในผลสำรวจครั้งนี้









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |






















































































































































































































































































































.อย่าคิดมากเลย.เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตก...ลุงหมักครับ.สโล้ไปโรด... 







































































