HILIGHT NEWS

ประวัติ ฟุตบอลโลก พร้อมเกร็ดน่ารู้แบบละเอียดยิบ


ฟุตบอลโลก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก FIFA World Cup

          ฟุตบอลโลก การแข่งขันกีฬาที่มีคนสนใจมากที่สุดในโลก กับประวัติฟุตบอลโลกตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน

          ถ้าให้นึกถึงมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยไม่นับกีฬาของมวลมนุษยชาติอย่างโอลิมปิกแล้ว เชื่อเลยว่า ร้อยทั้งร้อยก็ต้องนึกถึง "ฟุตบอลโลก" และเนื่องในปีนี้เป็นปี ค.ศ. 2014 (พ.ศ. 2557) การแข่งขันฟุตบอลโลกก็กลับมาจัดอีกครั้ง โดยในครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน - 13 กรกฎาคม 2557 ดังนั้น เราจะมาย้อนดูเกร็ดประวัติของฟุตบอลโลก รวมถึงสถิติต่าง ๆ เพื่อปูพื้นก่อนการแข่งขันรอบสุดท้ายกลางปีนี้กัน

จุดเริ่มต้นของฟุตบอลโลก

          จุดเริ่มต้นของการจัดฟุตบอลโลก เกิดขึ้นมาจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต้องการจัดการแข่งขันฟุตบอลรายการระดับโลกที่นอกเหนือจากโอลิมปิก เนื่องจากมองว่า การแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิกนั้น เป็นการแข่งขันสำหรับมือสมัครเล่น ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1914 แต่กว่าจะได้เริ่มจัดการแข่งขันจริง ๆ ก็ต้องรอยุคจูลส์ ริเม่ต์ เป็นประธานฟีฟ่า โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย

ฟุตบอลโลก

ประวัติฟุตบอลโลกทั้งหมด 19 ครั้งที่ผ่านมา (ปี : เจ้าภาพ)

ค.ศ. 1930 : อุรุกวัย

          ฟุตบอลโลกครั้งแรก มีทั้งหมด 13 ทีมด้วยกัน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม นำอันดับ 1 ของแต่ละกลุ่มเข้ารอบรองชนะเลิศ ก่อนที่คู่ชิงชนะเลิศ จะเป็นการพบกันระหว่าง อุรุกวัย เจ้าภาพ กับอาร์เจนติน่า ซึ่งอุรุกวัยก็สามารถเอาชนะไปได้ 4-2 คว้าแชมป์โลกมาครองได้เป็นสมัยแรก

ค.ศ. 1934 : อิตาลี

          ฟุตบอลโลกครั้งนี้ อุรุกวัย แชมป์เก่าไม่ได้เข้าร่วมเพื่อป้องกันแชมป์ โดยการแข่งขันครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 16 ทีม จัดการแข่งขันในรูปแบบแพ้คัดออก ซึ่งก็เป็นอิตาลี เจ้าภาพ เข้าชิงกับ เชโกสโลวาเกีย ก่อนที่จะชนะไปได้ 2-1 คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไปครอง

ค.ศ. 1938 : ฝรั่งเศส

          ฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 ยังคงจัดบนผืนแผ่นดินยุโรป โดยที่รูปแบบจัดการแข่งขันก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิม มี 16 ทีมเข้าร่วม เตะแบบแพ้คัดออก แล้วก็เป็นอิตาลี ที่สามารถป้องกันแชมป์ได้ โดยเอาชนะฮังการี 4-2

ค.ศ. 1950 : บราซิล

          ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ห่างจากฟุตบอลโลกครั้งก่อนถึง 12 ปี สืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 15 ทีม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม นำอันดับ 1 ของแต่ละกลุ่มเข้าสู่รอบสุดท้าย แข่งแบบพบกันหมด ซึ่งไฮไลท์สำคัญอยู่ที่นัดสุดท้าย บราซิล พบ อุรุกวัย โดยที่ตารางคะแนนตอนนั้น หากบราซิลไม่แพ้ ก็จะคว้าแชมป์โลกทันที อย่างไรก็ตาม บราซิลกลับแพ้ไป 1-2 ทำให้อุรุกวัยคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 2 ท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวบราซิลกว่า 2 แสนคนที่อยู่ในสนาม

ค.ศ. 1954 : สวิตเซอร์แลนด์

          ฟุตบอลโลกครั้งที่ 5 ไฮไลท์สำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้น การคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรกของเยอรมนีตะวันตก โดยที่สามารถโค่นฮังการี ซึ่งมีดีกรีเหรียญทองโอลิมปิก 1952 ไปได้ 3-2 ทั้ง ๆ ที่เป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน 0-2 นอกจากนี้ ผลงานที่ทั้งคู่เจอกันในรอบแรก ฮังการีเป็นฝ่ายชนะแบบถล่มทลาย 8-3 ด้วยเหตุนี้นัดชิงชนะเลิศนัดนี้จึงถูกเรียกว่า "The Miracle of Bern" (เบิร์น คือเมืองที่จัดการแข่งขันนัดนี้)

ค.ศ. 1958 : สวีเดน

          ฟุตบอลโลกบนดินแดนไวกิ้ง ถือเป็นฟุตบอลโลกแจ้งเกิดของชายหนุ่มที่ชื่อ เปเล่ อย่างแท้จริง โดยบราซิล สามารถลบล้างความผิดหวังจาก ค.ศ. 1950 ได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยการเอาชนะเจ้าภาพสวีเดน 5-2 อีกทั้งเกมนี้เปเล่ ยังจัดการซัด 2 ประตูอีกด้วย ส่วนแชมป์เก่าอย่างเยอรมนีตะวันตก คว้าได้เพียงอันดับ 4 แพ้ฝรั่งเศสในรอบชิงที่สาม 3-6

ค.ศ. 1962 : ชิลี

          บราซิล นับเป็นชาติที่สองที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ต่อจากอิตาลีที่สามารถป้องกันแชมป์ได้ในปี 1934 และ 1938 ซึ่งในรอบชิงชนะเลิศ บราซิลสามารถเอาชนะเชโกสโลวาเกียไปได้ 3-1 ส่วนหนุ่มน้อยเปเล่นั้น ในทัวร์นาเมนต์นี้ทำได้เพียง 1 ประตู

ค.ศ. 1966 : อังกฤษ

ฟุตบอลโลก

          ฟุตบอลโลกหนนี้ ได้ถูกจัดขึ้นในประเทศที่เป็นต้นตำรับฟุตบอลอย่างอังกฤษ มีเหตุการณ์โดดเด่น นั่นคือ เกาหลีเหนือสามารถชนะอิตาลี 1-0 ในรอบแรก พร้อมกับทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก ก่อนพ่ายโปรตุเกส 3-5 ส่วนนัดชิงชนะเลิศครั้งนี้ ก็เป็นที่กล่าวขานไปอีกนาน กับลูกยิง เซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์ต ที่ยิงชนคาน ก่อนเด้งลงบนเส้นประตูอย่างรวดเร็ว ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งผู้ตัดสินก็ตัดสินใจให้เป็นประตู ทำให้อังกฤษขึ้นนำเยอรมนีตะวันตก 3-2 ท่ามกลางการถกเถียงกันอย่างยาวนานว่า ลูกนี้เข้าหรือไม่เข้า อย่างไรก็ตาม เฮิร์ตได้ยิงเพิ่มอีก 1 ประตู กลายเป็นแฮตทริคที่ส่งอังกฤษทะยานเป็นแชมป์โลกครั้งแรก และครั้งเดียวจนถึงทุกวันนี้

ค.ศ. 1970 : เม็กซิโก

ฟุตบอลโลก

          ฟุตบอลโลกบนดินแดนจังโก้หนแรก ฟีฟ่า ได้ยื่นเงื่อนไขว่า หากชาติใดคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 3 ก่อน ก็จะได้กรรมสิทธิ์ถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ ไปครอง และกลายเป็นบราซิล สามารถคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 3 โดยโค่นอิตาลี แชมป์โลก 2 สมัยไป 4-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ส่วนแชมป์เก่าอังกฤษ ถูกเยอรมนีตะวันตกถอนแค้นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย 3-2

ค.ศ. 1974 : เยอรมนีตะวันตก

ฟุตบอลโลก

          นับเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ใช้ถ้วยการแข่งขันถ้วยใหม่ นั่นคือ ถ้วยฟีฟ่า เวิลด์ คัพ อีกทั้งยังเป็นการแข่งขันที่มีศึกสายเลือด คือ เยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก อยู่ร่วมกลุ่มกันในรอบแรก ซึ่งการพบกันของทั้งสองทีม เป็นฝั่งตะวันออกชนะตะวันตกไปได้ 1-0 แต่ถึงอย่างไรก็ควงคู่กันเข้ารอบ ส่วนรอบ 2 มีทั้งหมด 8 ทีม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มการแข่งขัน คัดที่ 1 ของกลุ่มเข้าชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 2 ของกลุ่มชิงที่ 3 ผลปรากฏว่า รอบชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่างเยอรมนีตะวันตกกับเนเธอร์แลนด์ แล้วก็เป็นเยอรมนีตะวันตกที่คว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 2 บนแผ่นดินของตัวเอง

ค.ศ. 1978 : อาร์เจนติน่า

          ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ได้แชมป์โลกหน้าใหม่ นั่นคือ อาร์เจนติน่า โดยสามารถเอาชนะเนเธอร์แลนด์ 3-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้เนเธอร์แลนด์ต้องอกหักเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน และฟุตบอลโลกครั้งนี้ จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายที่จะแข่งขันกัน 16 ทีม

ค.ศ. 1982 : อิตาลี

ฟุตบอลโลก

          เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกขยายทีมเพิ่มขึ้นเป็น 24 ทีม รอบแรกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม คัด 2 ทีมที่ดีที่สุดแต่ละกลุ่มเข้ารอบสอง โดยรอบสองมี 12 ทีม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม คัดอันดับ 1 ของกลุ่ม จำนวน 4 ทีม เข้ารอบรองชนะเลิศ และชิงชนะเลิศต่อไป ซึ่งก็เป็นอิตาลี ที่สามารถทะลุเข้าไปชิงกับเยอรมนีตะวันตก ก่อนที่จะคว้าแชมป์โลกได้เป็นผลสำเร็จด้วยสกอร์ 3-1 เป็นแชมป์โลกสมัยที่ 3 และเป็นแชมป์โลกครั้งแรกในรอบ 44 ปี

ค.ศ. 1986 : เม็กซิโก

ฟุตบอลโลก

          ฟุตบอลโลกครั้งนี้ กลับมาจัดที่เม็กซิโกอีกครั้ง เนื่องจากโคลอมเบียเจ้าภาพ ได้ถอนตัวออกไป ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ก็ได้ถือกำเนิดเหตุการณ์ หัตถ์พระเจ้า พร้อมกับการแจ้งเกิดของดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะอาร์เจนติน่าอีกด้วย โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่ออาร์เจนติน่า พบ อังกฤษ ซึ่งมาราโดน่า ได้ใช้มือปัดบอลเข้าประตู ท่ามกลางคนดูที่เห็นกันทั่วสนาม ยกเว้นผู้ตัดสิน ทำให้อาร์เจนติน่า ขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่มาราโดน่า จะลากลุยคนเดียวครึ่งสนาม เข้าไปยิงให้อาร์เจนติน่า นำ 2-0 ก่อนเกมจบลงด้วยชัยชนะ 2-1 ส่วนนัดชิงชนะเลิศ ก็เป็นอาร์เจนติน่า ชนะ เยอรมนีตะวันตกไปได้ 3-2 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในรอบ 8 ปี

ค.ศ. 1990 : อิตาลี

          สิ่งที่น่าสนใจสำหรับศึกอิตาเลีย 90 นั่นคือ แชมป์เก่า อาร์เจนติน่า เปิดสนามพ่ายแคเมอรูนแบบช็อกโลก 0-1 แต่ถือว่าโชคดีที่ยังสามารถคว้าตำแหน่งอันดับ 3 ที่ดีที่สุดไปได้ ก่อนที่จะทะลุเข้าชิงชนะเลิศไปได้อย่างหืดจับ
 ส่วนไฮไลท์สำคัญของทัวร์นาเมนท์อีกเกมหนึ่งคือ เยอรมนีตะวันตก เอาชนะการดวลจุดโทษอังกฤษในรอบรองชนะเลิศ เข้าไปชิงชนะเลิศกับอาร์เจนติน่า เป็นการรีแมตช์นัดชิงฯ ปี 1986 ก่อนที่อันเดรีย เบรเม่ห์จะยิงจุดโทษนาทีที่ 85 ให้เยอรมนีตะวันตก ล้างแค้นอาร์เจนติน่า คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3

ค.ศ. 1994 : สหรัฐอเมริกา

ฟุตบอลโลก

          ฟุตบอลโลกบนแผ่นดินที่เรียกฟุตบอลว่า ซอคเกอร์ นับว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ทีมชั้นนำอย่าง อังกฤษและฝรั่งเศส ไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกได้, การลอบสังหารอันเดรส เอสโคบาร์ กองหลังโคลอมเบีย หลังสกัดบอลเข้าประตูตัวเอง ทำให้โคลอมเบียตกรอบแรก, ท่ากล่อมลูกหลังยิงประตูได้ของเบเบโต้ กองหน้าบราซิล จนโด่งดังไปทั่วโลก, ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะของอาร์เจนติน่า ถูกตรวจพบสารกระตุ้น จึงโดนไล่กลับประเทศ หรือเหตุการณ์ที่พระเอกตายตอนจบ เมื่อโรแบร์โต บัจโจ้ กองหน้าอิตาลี ยิงหลายประตูตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ช่วยอิตาลีให้ทะลุถึงนัดชิงชนะเลิศได้ แต่สุดท้ายตัวเองก็กลายเป็นคนที่ยิงจุดโทษพลาด ทำให้บราซิลคว้าแชมป์โลกสมัย 4

ค.ศ. 1998 : ฝรั่งเศส

ฟุตบอลโลก

          ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มีทีมเข้าร่วม 32 ทีม เนื่องจากมีจำนวนชาติที่มากขึ้น จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการแตกประเทศของยูโกสลาเวีย โดยฟุตบอลโลกครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการแจ้งเกิดของโครเอเชีย ประเทศน้องใหม่อย่างแท้จริง เพราะสามารถคว้าอันดับ 3 มาครองได้ แถมยังสามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนี 3-0 และเนเธอร์แลนด์ 1-0 ส่วนนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก เจ้าภาพฝรั่งเศส สามารถโค่นแชมป์เก่าบราซิล 3-0 เปิดซิงแชมป์โลกสมัยแรก ขณะที่เหตุการณ์อื่น ๆ ที่โด่งดังก็มี เดวิด เบ็คแฮม ถูกใบแดงไล่ออกในเกมที่พ่ายดวลจุดโทษอาร์เจนติน่า รอบ 16 ทีมสุดท้าย จนกลายเป็นแพะรับบาปของชาวอังกฤษอยู่นาน รวมถึงการแจ้งเกิดของไมเคิล โอเว่น อย่างเป็นทางการอีกด้วย

ค.ศ. 2002 : เกาหลีใต้และญี่ปุ่น

ฟุตบอลโลก

          เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม และเป็นการจัดฟุตบอลโลกในทวีปเอเชียเป็นครั้งแรกอีกด้วย โดยการแข่งขันครั้งนี้ นับว่าเกิดเรื่องช็อกโลกหลายอย่าง อาทิ เต็ง 1 และ 2 อย่างฝรั่งเศส แชมป์เก่าและอาร์เจนติน่า ต่างตกรอบแรกด้วยกันทั้งคู่, เดวิด เบ็คแฮม ยิงจุดโทษให้อังกฤษชนะอาร์เจนติน่าในรอบแรก หรือการที่เจ้าภาพเกาหลีใต้ ทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศ ท่ามกลางความกังขาของคนดู, เซเนกัล ได้เล่นฟุตบอลโลกหนแรกและเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย และบราซิล สามารถคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 5 ทั้งที่ไม่ได้เป็นทีมเต็งแชมป์ สามารถเอาชนะเยอรมนีไปได้ 2-0

ค.ศ. 2006 : เยอรมนี

          เป็นฟุตบอลโลกที่ไม่ค่อยมีเกมการแข่งขันที่พลิกล็อกเท่าใดนัก โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่นัดชิงชนะเลิศระหว่างอิตาลีพบฝรั่งเศส เพราะเป็นการลงเล่นนัดสุดท้ายของซีเนดีน ซีดาน จอมทัพฝรั่งเศส ฮีโร่พาทีมคว้าแชมป์โลกปี 1998 และเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ฝรั่งเศสทะลุมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเกมนี้ซีดาน ยิงจุดโทษอย่างเหนือชั้นให้ฝรั่งเศสขึ้นนำไปก่อน 1-0 ก่อนที่อิตาลีจะมาตีเสมอได้โดยมาร์โก มาเตราซซี่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ช็อกโลกก็เกิดขึ้น เมื่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซีดานไปโขกใส่หน้าอกมาเตราซซี่ จนถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม และเกมนั้น อิตาลีก็ชนะดวลจุดโทษฝรั่งเศส 5-3 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ส่วนซีดานก็จบชีวิตการค้าแข้งได้ไม่สวยงามนัก

ค.ศ. 2010 : แอฟริกาใต้

ฟุตบอลโลก

          ฟุตบอลโลกครั้งแรกบนแผ่นดินกาฬทวีป ซึ่งก็เกิดเหตุพลิกล็อกขึ้นเมื่อแชมป์โลกและรองแชมป์โลก อย่างอิตาลีและฝรั่งเศส ต่างตกรอบแรกด้วยกันทั้งคู่ สุดท้าย สเปนสามารถโค่นเนเธอร์แลนด์ 1-0 ในช่วงต่อเวลานัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไปครอง และเป็นชาติยุโรปชาติแรกที่คว้าแชมป์นอกทวีปได้

สรุปทำเนียบแชมป์ฟุตบอลโลก


          ค.ศ. 1930 : อุรุกวัย
          ค.ศ. 1934 : อิตาลี
          ค.ศ. 1938 : อิตาลี
          ค.ศ. 1950 : อุรุกวัย
          ค.ศ. 1954 : เยอรมนีตะวันตก
          ค.ศ. 1958 : บราซิล
          ค.ศ. 1962 : บราซิล
          ค.ศ. 1966 : อังกฤษ
          ค.ศ. 1970 : บราซิล
          ค.ศ. 1974 : เยอรมนีตะวันตก
          ค.ศ. 1978 : อาร์เจนติน่า
          ค.ศ. 1982 : อิตาลี
          ค.ศ. 1986 : อาร์เจนติน่า
          ค.ศ. 1990 : เยอรมนีตะวันตก
          ค.ศ. 1994 : บราซิล
          ค.ศ. 1998 : ฝรั่งเศส
          ค.ศ. 2002 : บราซิล
          ค.ศ. 2006 : อิตาลี
          ค.ศ. 2010 : สเปน


จำนวนชาติที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลก


          1. บราซิล 5 สมัย (1958, 1962, 1970, 1994, 2002)
          2. อิตาลี 4 สมัย (1934, 1938, 1982, 2006)
          3. เยอรมนี 3 สมัย (1954, 1974, 1990)
          4. อุรุกวัย 2 สมัย (1930, 1950)
          5. อาร์เจนติน่า 2 สมัย (1978, 1986)
          6. อังกฤษ 1 สมัย (1966)
          7. ฝรั่งเศส 1 สมัย (1998)
          8. สเปน 1 สมัย (2010)

ฟุตบอลโลก

สถิติต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

          บราซิล เป็นชาติเดียวที่เข้ามาร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกทุกครั้ง (20 ครั้ง)

          ชาติที่สามารถป้องกันแชมป์โลกได้ มี 2 ชาติ ได้แก่ อิตาลี (1934, 1938) และ บราซิล (1958, 1962)

          มีเพียง 6 ชาติเท่านั้นที่เป็นเจ้าภาพและสามารถคว้าแชมป์โลกได้ ได้แก่ อุรุกวัย (1930), อิตาลี (1934), อังกฤษ (1966), เยอรมนีตะวันตก (1974), อาร์เจนติน่า (1978) และ ฝรั่งเศส (1998)

          แอฟริกาใต้ เป็นชาติแรกและชาติเดียวที่เป็นเจ้าภาพและตกรอบแรก (2010)

          นักเตะที่ได้แชมป์โลกมากครั้งที่สุด คือ เปเล่ จากบราซิล (3 สมัย)

          ผู้จัดการทีมที่ได้แชมป์โลกมากครั้งที่สุด ได้แก่ วิตตอริโอ ปอซโซ่ จากอิตาลี (2 สมัย)

          เยอรมนี เป็นชาติที่ลงเล่นฟุตบอลโลกในจำนวนนัดที่มากที่สุด (99 นัด)

          บราซิล เป็นชาติที่ชนะในฟุตบอลโลกมากที่สุด (67 นัด)

          นักเตะที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกมากสมัยที่สุด 5 ครั้ง ได้แก่ อันโตนิโอ คาร์บายัล จากเม็กซิโก (1950-1966), โลธาร์ มัทเธอุส จากเยอรมนีตะวันตก (1982-1998)

          นักเตะที่เด็กที่สุดที่ได้เล่นฟุตบอลโลก คือ นอร์แมน ไวท์ไซด์ จากไอร์แลนด์เหนือ ปี 1982 อายุ 17 ปี 41 วัน

          นักเตะที่แก่ที่สุดที่ได้เล่นฟุตบอลโลก คือ โรเจอร์ มิลล่า จากแคเมอรูน ปี 1994 อายุ 42 ปี 39 วัน

          นักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดในฟุตบอลโลก คือ โรนัลโด้ จากบราซิล ทั้งหมด 15 ประตู

          นักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดในฟุตบอลโลก 1 สมัย ได้แก่ ฌัสต์ ฟงแต็ง จากฝรั่งเศส ยิงในปี 1958 ทั้งหมด 13 ประตู

          นักเตะที่ยิงประตูมากสุดในเกมเดียว ได้แก่ โอเล็ก ซาเลนโก้ จากรัสเซีย ในเกมที่พบกับแคเมอรูน ปี 1994 ทั้งหมด 5 ประตู


ติดตามข่าวฟุตบอลโลก 2014 แบบอัพเดตทั้งหมด คลิกเลย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก



เรื่องอื่นๆ
  1. HOT 2 เด้ง คอนเสิร์ต JETSETER ปะทะ Sweet Mullet
  2. รูปภาพ wallpaper เก้า โทนี่ จาก Kazz
  3. คลิปสุดเจ๋ง มายากล iPad ของหนุ่มญี่ปุ่น
  4. ชาวลำปางแห่ตีเลขเด็ดอึ่งอ่าง 5 ขา
  5. 10 ปีไม่สาย พีเจ.บอยส์ งัดท่อนฮุค ดาดี๊ มารีอะเร้นจ์ มั่นใจไม่เชย
  6. โชเฟอร์มือกุดฟ้องตำรวจ ไม่ยอมออกใบขับขี่ให้
  7. ปู่ชัย บอกกำหนดวันเลือกตั้ง เป็นเรื่องของนายกฯ
  8. นายกฯตั้งกก. 3 ชุด เดินหน้าแผนปรองดอง
  9. ดาวโป๊ญี่ปุ่นพลีกายให้นักศึกษาจีนฟรี ชดใช้กรณีญี่ปุ่นบุกรุกจีน
  10. ป๊อป ม.3 ปี 4 พลิกบทบาทนักแสดง ก้าวสู่ศิลปิน Rookie BB

เรื่องน่าสนใจ