x close

ปัจฉิมสาวก สุภัททะ สาวกองค์สุดท้ายที่พุทธองค์บวชให้ก่อนปรินิพพาน


สาวกองค์สุดท้าย
 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ทำความรู้จักกับ ปัจฉิมสักขิสาวก หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ปัจฉิมสาวก เรื่องราวของ สุภัททะ พระอัครสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงประทานบวชให้ พร้อมความเป็นมา และความหมายของคำว่า ปัจฉิมสาวก
         
          สำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่สนใจพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า วันนี้เรามีเรื่องราวของ ปัจฉิมสักขิสาวก ซึ่งหมายถึง สาวกองค์สุดท้ายผู้เป็นพยานการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือสาวกผู้ทันเห็นองค์สุดท้าย ที่มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ปัจฉิมสาวก มาให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

          โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า สุภัททะ เดิมเป็นพราหมณ์อยู่ในตระกูลใหญ่ ต่อมาได้ออกบวชเป็นปริพาชก อยู่ในเมืองกุสินารา กระทั่งวันหนึ่งเมื่อ สุภัททะ ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าประชวรหนัก และใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน สุภัททะ ซึ่งมีข้อสงสัยอยู่ อยากจะขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เพื่อแก้ข้อสงสัยนั้น จึงเดินทางไปยังเมืองสาลวัน โดยตรงไปหาพระอานนท์ ก่อนแจ้งความประสงค์ขอเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา

          ด้านพระอานนท์ได้ออกมาห้ามไว้ เพราะเกรงว่า การให้ สุภัททะ เข้าพบพระพุทธเจ้านั้น อาจเป็นการรบกวนพระองค์มากขึ้น พระอานนท์ จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงลำบากพระวรกายมากอยู่แล้ว พระองค์ทรงประชวรหนัก จะปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้แน่นอน ฝ่าย สุภัททะ เมื่อได้ฟังดังนั้น ก็ยังคะยั้นคะยอจะขอเข้าเฝ้าให้ได้  เนื่องจากเห็นว่า โอกาสของตนเหลือเพียงน้อยนิด จนพระอานนท์ต้องห้ามปรามอยู่ถึง 3 วาระ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงได้ยินเสียงโต้ตอบนั้น

          ต่อมาพระพุทธเจ้าจึงตรัสสั่งพระอานนท์ว่า สุภัททะ มุ่งหาความรู้ มิใช่ประสงค์จะเบียดเบียนพระองค์ ขอให้ปล่อยให้เขาเข้าเฝ้าเถิด เมื่อ สุภัททะ ได้เข้าเฝ้าสมประสงค์ ก็เข้ากราบลงใกล้เตียงบรรทมแล้วกล่าวว่า ตนเองนั้นเพิ่งบวชเป็นปริพาชกมาไม่นาน ได้ยินกิตติศัพท์เล่าลือเกียรติคุณแห่งพระองค์ แต่ก็ไม่เคยได้เข้าเฝ้า ดังนั้น เมื่อพระองค์จะดับขันธปรินิพพานแล้ว จึงขอให้ตนได้ถามถึงข้อข้องใจบางประการ เพื่อที่จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

          จากนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเปิดโอกาสให้ สุภัททะ จึงได้ถามว่า คณาจารย์ทั้ง 6 คือ ปูรณะ กัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธะ กัจจายนะ สัญชัย เวลัฏฐบุตร และนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นศาสดาเจ้าลัทธิที่มีคนนับถือมาก เคารพบูชามาก ศาสดาเหล่านี้ยังจะเป็นพระอรหันต์หมดกิเลสหรือไม่ประการใด
         
          ซึ่งคำถามดังกล่าว ทำให้พระอานนท์ถึงกลับกระวนกระวาย เพราะเรื่องที่ สุภัททะ มารบกวนพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องไร้สาระเหลือเกิน แต่พระพุทธก็ได้ตรัสขึ้นว่า เวลาของท่านนั้นเหลือน้อยแล้ว ขอให้ สุภัททะ ถามสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองเถิด ดังนั้น สุภัททะ จึงเลือกถามปัญหา 3 ข้อ คือ
         
          1. รอยเท้าในอากาศมีอยู่หรือไม่มี


          2. สมณะภายนอกศาสนาของพระองค์มีอยู่หรือไม่

          3. สังขารที่เที่ยงมีอยู่หรือไม่

          ในเวลาต่อมา พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า รอยเท้าในอากาศนั้นไม่มี ศาสนาใดไม่มีมรรคมีองค์ 8 สมณะผู้สงบถึงที่สุดก็ไม่มีในศาสนานั้น และสังขารที่เที่ยงนั้นไม่มีเลย จากนั้นพระองค์ทรงถามว่า สุภัททะ ยังมีความแคลงใจในเรื่องใดหรือไม่ เมื่อ สุภัททะ ตอบว่า ไม่มี พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมเทศนาโดยย่อ นั่นคือ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 เป็นทางประเสริฐสามารถให้บุคคลผู้เดินไปตามทางนี้ถึงซึ่งความสุขสงบเย็นเต็มที่ เป็นทางเดินไปสู่อมตะ ดังนั้น ถ้าภิกษุหรือใคร ๆ  ก็ตามที่พึงอยู่โดยชอบ ปฏิบัติดำเนินตามมรรคาอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ 8 โลกนี้ก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์

          เมื่อ สุภัททะ ได้ฟังพระพุทธดำรัสจึงเกิดความเลื่อมใส ทูลขอบรรพชาอุปสมบท โดยพระพุทธได้องค์ตรัสว่า ผู้ที่เคยเป็นนักบวชในศาสนาอื่นมาก่อน ถ้าประสงค์จะบวชในศาสนาของพระองค์จะต้องอยู่ติตถิยปริวาส คือบำเพ็ญตนทำความดีจนภิกษุทั้งหลายไว้ใจเป็นเวลา 4 เดือนก่อน แล้วจึงจะบรรพชาอุปสมบทได้ ตามประเพณีที่พระองค์ทรงตั้งไว้เป็นเวลานานมาแล้ว โดย สุภัททะ ก็ยืนยันว่า เขาพอใจอยู่บำรุงปฏิบัติภิกษุทั้งหลายสัก 4 ปี

          เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเห็นความตั้งใจจริงของสุภัททะ จึงสั่งให้พระอานนท์นำสุภัททะไปบรรพชาอุปสมบท พระอานนท์รับพุทธบัญชาแล้วนำ สุภัททะ ไปปลงผมและหนวด ก่อนบอกกรรมฐานให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์และศีล สำเร็จเป็นสามเณรบรรพชา แล้วนำมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงมหากรุณาให้อุปสมบทแก่ สุภัททะ เป็นภิกษุโดยสมบูรณ์ ก่อนตรัสกัมมัฏฐานให้อีกครั้งหนึ่ง

          จากนั้น สุภัททะ ภิกษุใหม่ ซึ่งตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะพยายามบรรลุอรหัตตผลให้ได้ในคืนนี้ ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะดับขันธปรินิพพาน จึงออกไปเดินจงกรมอยู่ในที่สงัดแห่งหนึ่งในบริเวณอุทยานสาลวัน พร้อมด้วยพิจารณาข้อธรรมนำมาทำลายกิเลสให้หลุดร่วง แม้เหน็ดเหนื่อยอย่างไรก็ไม่ย่อท้อ จนกระทั่งบรรลุธรรมได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งนับว่า สุภัททะ เป็นพระอัครสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงประทานบวชให้ พร้อมกับการเป็นปัจฉิมสักขิสาวก หรือสาวกองค์สุดท้ายผู้เป็นพยานการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั่นเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

วัดท่ามะนาว อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยศาสนศึกษา
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ปัจฉิมสาวก สุภัททะ สาวกองค์สุดท้ายที่พุทธองค์บวชให้ก่อนปรินิพพาน โพสต์เมื่อ 3 มิถุนายน 2556 เวลา 17:46:52 257,618 อ่าน
TOP